ประกาศงบไตรมาส 3/65 ออกมาครบแล้ว สำหรับกลุ่มเจมาร์ท อาณาจักรแสนล้านของ "อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" ทั้ง JMART-JMT- SINGER-J ที่ปรับภาพลักษณ์ใช้ "ใจ" เป็นจุดยืนในการทำธุรกิจและผลักดดันการเติบโตของกลุ่มบริษัท โดยจะเติบโตทั้งจากธุรกิจเดิม (Organic Growth) และแสวงหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ (Inorrganic Growth) กำไรเติบโตถ้วนหน้า ทั้งกลุ่มมีกำไรรวมกัน 1,298.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน 63.74% ที่มีกำไรรวมกัน 792.79 ล้านบาท
ส่วนงวด 9 เดือน ทั้งกลุ่มกำไรรวมกัน 3,352.64 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 2,296.09 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 46.02%
โดยเฉพาะ JMART ด้วยจุดแข็ง Strong Synergy & Ecosystem ที่ครบวงจร ทั้งด้านธุรกิจค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี ซึ่งพร้อมที่จะเติบโตแบบ Exponential Growth ทำให้ไตรมาส 3/65 โตแรง กำไรสุทธิ 563.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 108.76% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 269.92 ล้านบาท หนุนผลงานงวด 9 เดือน กำไร 1,278.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 52.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 835.63 ล้านบาท
ล่าสุดเพิ่งจะปิดดีล สยายปีรุกเข้าสู่ธุรกิจกลุ่ม Food & Beverage ควักกระเป๋า 1,200 ล้านบาท ลงทุนในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ “สุกี้ ตี๋น้อย” ในสัดส่วน 30%
ในมุมของนักวิเคราะห์ ทั้งบล.บัวหลวง และบล.เอเชียพลัส ต่างแนะนำ "ซื้อ" บัวหลวงให้ราคาเป้าหมาย 65 บาท เพราะคาดว่าไตรมาส 4/65 กำไรจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเทียบกับไตรมาสก่อน และคาดหวังว่าช่วงต้นปีหน้าจะเห็นแผนธุรกิจสำหรับการเติบโตที่น่าตื่นเต้น ส่วนเอเชียพลัสให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 63.60 บาท คาดว่ากำไรครึ่งปีหลังจะโตดีกว่าครึ่งปีแรก จากการเติบโตในทุกธุรกิจ และยังมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวทั้งธุรกิจเดิม และการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ โดยคาดการณืกำไรทั้งปี 65 ไว้ที่ 1,722 ล้านบาท
ส่วน JMT ไตรมาส 3/65 มีกำไร 455.53 ล้านบาท เติบโต 29.53% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 351.69 ล้านบาท และงวด 9 เดือนมีกำไร 1,255.79 ล้านบาท เติบโต 36.01% เมื่อเทียบกับช่วงกันปีก่อน ที่มีกำไร 923.32 ล้านบาท
ซึ่งจุดเด่นของผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/65 คือยอดจัดเก็บกระแสเงินสดเพิ่มสูงขึ้น โดยไตรมาส 3 มีรายได้รวม 1,100.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.9% ขณะที่ JK AMC ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ร่วมทุนกับ ธนาคารกสิกรไทย มีผลการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีกำ ไรสุทธิ 70.5 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับพาร์ทเนอร์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ซึ่งในมุมมองของโบรกเกอร์ JMT ต่างก็แนะนำซื้อเช่นกัน มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก 7 โบรกเกอร์ อยู่ที่ 83.79 บาท โดยที่บล.พัฒนสิน ให้ราคาเป้าหมายสูงที่สุด 105 บาท มองว่าเป็นหุ้นเก็บหนี้ที่พื้นฐานแกร่ง จากความสามารถในการบริหารหนี้และอัตราเติบโตของกำไรที่สูง ขณะที่อุตสาหกรรม AMC ยังอยู่ในขาขึ้น ส่วน บล.เอเชียพลัส ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 80 บาท รับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
SINGER ไตรมาส 3/65 มีกำไร 261.04 เติบโต 58.09% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 165.12 ล้านบาท ส่วน 9 เดือน กำไร 741.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.06% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 487.87 ล้านบาท
ซึ่งเป็นผลมาจาก รายได้จากการขายขยายตัวดี งวดไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 38.9 โดยเฉพาะสินค้า 5 ลำดับแรก ตู้น้ำมัน โทรศัพท์มือถือ ตู้แช่ โทรทัศน์และเครื่องซักผ้า นอกจากนี้ ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืม ขยายตัวถึง 62.7%
ในมุมมองของโบรกเกอร์ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก 3 โบรกเกอร์ อยู่ที่ 46 บาท โดยบล.พัฒนสิน แม้จะปรับราคาเป้าหมายลงจาก 58 บาท เหลือ 53 บาท จากการการปรับประมาณการกำไรลง แต่ก็ยังแนะนำซื้อ เพราะแนวโน้มการเติบโตโดยรวมยังเด่น และราคาหุ้น็อยู่ในจุดที่มีความน่าสนใจ
ส่วน J หรือ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) น้องเล็กของกลุ่ม ผลงานไม่น้อยหน้า ไตรมาส 3/65 กำไรโตแบบก้าวกระโดดถึง 197.52% ที่ 18.03 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 6.06 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือน กำไร 76.97 ล้านบาท โต 56.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 49.27 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น และมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 27.6%
ส่วนราคาเป้าหมายหุ้น J ไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากไม่มีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์
ทั้งนี้ กลุ่มเจมาร์ท ตั้งเป้าทั้งกลุ่ม จะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ (Market cap.) รวมกัน 5 แสนล้าน ภายใน 2 ปี ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. กลุ่มเจมาร์ท มีมาเก็ตแคป รวมกัน 199,159.54 ล้านบาท นั่นหมายความว่าราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ท ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมากกว่าเท่าตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า