Market

 InnovestX คาดตลาด รอประชุมเฟด/ผู้นำสหรัฐฯ-จีนพบกัน
27 ต.ค. 2568

แนวโน้มตลาดวันนี้(27 ต.ค.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งผันผวนทดสอบแนวต้าน แม้ปัจจัยในประเทศจะกดดันบรรยากาศลงทุนทำให้ระยะสั้น แนะหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นกลุ่มบันเทิง/สื่อโฆษณา/ท่องเที่ยวออกไปก่อน แต่ DELTA งบดีกว่าคาดอาจหนุนตลาดช่วงเปิด และมองสัปดาห์นี้ SET จะให้น้ำหนักปัจจัยภายนอก อาทิ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และการประชุมเฟด ทางเทคนิค ตลาดมีกรอบบนที่แนวต้านแถว 1320 ต้องยืนเหนือจึงจะแกว่งขึ้นต่อ การลงมีแนวรับหลัก 1305/ 1295 หากยังบวกไม่ควรลงหลุดต่ำกว่าอีก

 

ประเด็นสำคัญ

• รมว. น้ำมันของคูเวตเผยว่า OPEC อาจผ่อนคลายมาตรการลดการผลิตเพิ่มเติมเพื่อชดเชยอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อ 2 บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซีย ติดตามการประชุมร่วม (JMMC) ครั้งที่ 63 ในวันที่ 30 พ.ย. 2568

 

• กบน. มีมติเร่งด่วนให้ดูแลราคาขายปลีกน้ำมันตามนโยบาย Quick Big Win ให้กองทุนน้ำมันฯ ช่วยประคองเสถียรภาพราคาน้ำมัน โดยจะตรึงราคาดีเซลที่ 32 บาท/ลิตร หลังราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นจากการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่ มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน

 

• IMF เรียกร้องประเทศในเอเชียลดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี (Non-tariff Barrier) และดำเนินนโยบายการค้าแบบบูรณาการ ซึ่งจะช่วยขยายตลาด ลดต้นทุน และชดเชยแรงกดดันจากผลกระทบของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และวิกฤตการณ์การเงินโลก

 

• สหรัฐฯ และ จีน บรรลุกรอบความร่วมมือการค้า “Very Substantial Framework” โดย รมว.คลัง สหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะชะลอการใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจีน และให้จีนเลื่อนควบคุมการส่งออกแร่หายาก พร้อมให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ ในปริมาณมาก คาดทรัมป์–สี จะหารือสรุปในสัปดาห์นี้

 

• ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในมาเลเซีย ไทยและกัมพูชาได้ลงนามแถลงร่วมฯ สู่สันติภาพ โดยมี ปธน. ทรัมป์ เป็นพยาน ซึ่งรวมถึงการยุติการสู้รบทั้งหมด ด้าน ปธน. ทรัมป์เผยว่าสหรัฐฯ จะลงนามข้อตกลงการค้ากัมพูชา และข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุหายากกับไทย

 

• สหรัฐฯ–ไทยบรรลุกรอบ “ข้อตกลงการค้าแบบซึ่งกันและกัน” เพื่อสร้างความสัมพันธ์เศรษฐกิจ โดยไทยจะยกเลิกอุปสรรคภาษีศุลกากร 99% สำหรับสินค้าสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯให้สิทธิภาษี 0% แก่บางรายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน

 

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักและติดตามปัจจัยภายนอกเป็นหลัก กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 2 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

 

1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดผลการดำเนินงาน 3Q68 จะยังเติบโตดีทั้ง QoQ และ YoY และเราแนะนำ Outperform จากแนวโน้มธุรกิจดีและราคาหุ้นยังมี Upside ได้แก่ ADVANC BCP LHSC OR PTT TRUE

 

2. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายปีนี้อีก 1 ครั้งในเดือน ธ.ค. และปีหน้า 2 ครั้งในช่วง 1H69 อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลง เพราะมีภาระหนี้สินซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือ กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC TIDLOR รวมทั้งหุ้นกลุ่ม REITs แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL

 

3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากแผนอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน/ทรัมป์และสีจิ้นผิงมีโอกาสบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นได้ แนะนำ IVL PTTGC SCC SCGP และ 2) หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากรัฐมีแผนเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ผ่านการบริโภค แนะนำ CPALL BJC CRC HMPRO ขณะที่ระยะสั้นแนะนำระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มบันเทิง สื่อโฆษณาและท่องเที่ยว

 

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1285-1335 จุด โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักและติดตามปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ได้แก่ 1) การประชุมนโยบายการเงิน FOMC ECB และ BoJ (30 ต.ค.) ซึ่งตลาดคาดเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 25bps สู่ 4.00% มองว่าแม้ตลาดได้รับรู้ไปแล้ว แต่คาดหวังเฟดจะสสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อในการประชุม ธ.ค. 2568 ขณะที่ ECB และ BoJ คาดยังมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 2) หากมีการพบกันระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิงได้ในช่วงก่อนประชุม APEC คาดจะส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง 3) งบ 3Q68 ของบจ. ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่คาดจะออกมาดีกว่าตลาดคาด และ 4) PMI ภาคการผลิตของจีนที่ตลาดคาดจะฟื้นตัว ส่วนปัจจัยในประเทศติดตามตัวเลขส่งออกไทย ก.ย. 2568 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบ 3Q68 ของหุ้น Real Sector หลังงบหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าตลาดคาด ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”

 

Daily Top Picks

CPALL: คาดได้อานิสงส์รัฐดำเนินนโยบายสร้างรายได้และลดค่าครองชีพซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กําไรปกติ 3Q68 คาดจะเติบโต YoY สูงที่สุดในกลุ่ม +8%YoY เทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่ลดลง YoY ส่วนกําไร 4Q68 คาดจะเติบโต YoY จากคนละครึ่งพลัส ด้าน Valuation น่าสนใจ PE 2568F ที่ 15x ต่ำสุดในกลุ่ม เป้าหมายระยะสั้น 49.50 บาท

 

KTB: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากผลประกอบการที่สะท้อนว่า NPL และ ECL ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่าคาด บริษัทมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ตํ่ากว่าธนาคารใหญ่อื่นๆ มี ROE ที่ดีกว่า Valuation ถูก และคาด Div. Yield ปี 2568 ที่ราว 6.3% เป้าหมายระยะสั้น 28.25 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com