“ทรีนีตี้” มองการลงทุนปี 2566 แกว่งตัว 300-400 จุด ให้กรอบ 1,500-1,760 จุด มีทั้งปัจจัยบวก และลบเข้ามากระทบ ชี้ไตรมาสแรกของปีนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกดีกว่าครึ่งปีหลัง กระจายสินทรัพย์ ลงทุนหุ้นไทย 10-15% ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม Infrastructure Fund กลุ่ม Industrial Estate และกลุ่มโทรคมนาคม
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2566 คาดว่าตลาดหุ้นไทย มีทั้งปัจจัยบวก และลบที่มีผลต่อการลงทุน และมองว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งอยู่ระหว่าง 300-400 จุด (13 เท่าของกำไรต่อหุ้น 117 บาท และ 15 เท่า ของกำไรต่อหุ้น 117 บาท ในปี 2567 ตามลำดับ) ให้กรอบ 1,500-1,760 จุด
โดยช่วงไตรมาส 1 จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แนะนำการลงทุนเป็น Sector Rotation โดยให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) ไปยังกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม Infrastructure Fund กลุ่ม Industrial Estate และกลุ่มโทรคมนาคม แต่ให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าตลาด (Underweight) กลุ่มพลังงาน
“ช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 ตลาดหุ้น ASEAN และ SET Index จะ Outperform ตลาดหุ้นโลก เพราะตลาดหุ้น ASEAN ได้ผลประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงเงินเฟ้อที่ลดลง แต่คาดว่านับตั้งแต่ไตรมาส 2 หรืออย่างช้าในไตรมาส 4 นักลงทุนต่างประเทศเริ่มหาจังหวะที่จะลดการลงทุนหุ้น ใน ASEAN อาจขายหุ้นประมาณหนึ่งส่วนสามของ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ซื้อมาปี 2565 หรือ 4 พันล้านเหรียญ เพื่อคงน้ำหนักลงทุนให้เท่า Benchmark MSCI Emerging Market “
ปัจจัยบวก
1. การเลือกตั้ง สถิติในอดีตนับตั้งแต่ปี 2531 มีการเลือกตั้ง 12 ครั้ง พบว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 5.2% (Medium) ช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งด้วยความน่าจะเป็น 73% จากการจับจ่ายใช้สอยที่มีเพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้ง
2. จีนเปิดประเทศหนุนการท่องเที่ยวขยับขึ้นมาอยู่ที่ 24-25 ล้านคนในปีนี้ จากปีก่อนที่ 11 ล้านคน หนุน GDP เพิ่มขึ้น 3.4 - 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 5% ของ GDP คาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดถึงระดับ 0.5% ของ GDP ในปี 2566 GDP ไทยถูกปรับขึ้นสูงถึง 3.5 – 3.8% ในปี 2566
3. เงินลงทุนตรง ไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะsector ยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2565 เงินทุนเข้าไทย 1.5 หมื่นล้านเหรียญ ถือเป็นเงินไหลเข้าไทยสูงเป็นอันดับ 2 ในรอบ 10 ปี
4. สินค้าโภคภัณฑ์ และเงินเฟ้อจะเป็นขาลง และได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
5. สภาพคล่องเริ่มดีขึ้น Credit Spread ที่อ่อนค่าลง บ่งชี้ถึงยังไม่เกิดความเสี่ยงจาก Credit Default
ส่วนปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
1. จีนเปิดประเทศอาจนำไปสู่การระบาดรอบใหม่ของ COVID เนื่องจากการเปิดเมืองของจีนเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของ COVID ในจีนสูงถึง 40,000 คนต่อวัน
2. เศรษฐกิจโลกในปี 2566 เติบโต 2.2% เป็นการเติบโตน้อยสุดในรอบกว่า 20 ปี (ยกเว้นปี 2551 และ 2563) ส่งผลกระทบถึงการส่งออก และเศรษฐกิจที่ถดถอยลง และทำให้เกิด Derating ของตลาดหุ้น และมองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่สะท้อนถึงการถดถอยของภาคการผลิต และเสี่ยงที่จะมีการ down grade ของกำไรต่อหุ้น Recession ใน สหรัฐฯ ส่วนหุ้นไทยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น ที่ 117 บาท ต่อหุ้น ในปี 2567
3. การถดถอยของเศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบเชิงลบในการเติบโตต่อเศรษฐกิจไทย การส่งออก และการบริโภคในในปี 2566 เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยฟื้นจากการส่งออก (Gross Export) ซึ่งการส่งออกมี สัดส่วนมากกว่า 60% ของ GDP
4. FED อาจเปลี่ยนมุมมองในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงกลางปี และในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุด ปรับมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยใหม่มาสู่ระดับ 6.5% (ความน่าจะเป็น 20 – 25%)
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงกลางปีนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และจะมีผลต่อทิศทางตลาดทุนทั่วโลก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย ขณะที่จีนได้ประกาศเปิดประเทศ จะส่งผลให้ Fund Flow ไหลออกจากสหรัฐฯ และเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่องจากปี 2565 เห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นใน ASEAN 6 ประเทศ กว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็น Fund Flow ที่สูงสุดในประวัติศาสตร์
ขณะที่ประเทศไทยพบว่ามี Fund Flow จากนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ากว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้ MSCI ของ ASEAN ถูก overweight สูงกว่า Benchmark กว่า 1.6% และเงินยังไหลเข้าต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2566 ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิกว่า 7.8 พันล้านบาทในตลาดหุ้นไทย และ 4.2 หมื่นล้านบาท ในตลาดพันธบัตรระยะสั้นไทย และยังคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นเงินไหลไปลงทุนประเทศในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มากขึ้น และจะทำให้กลุ่ม Tech ในจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ outperform ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฟันด์โฟล์วไหลออกจากตลาดหุ้น ASEAN รวมถึงหุ้นไทย
การจัด Asset Allocation ปี 2566 ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Global Fixed Income 25 - 30% หุ้นใน Emerging Market 20 - 25% โดยเน้นน้ำหนักหุ้นจีน และเวียดนาม หุ้นไทย 10 - 15% ทองคำ 5 - 10% หุ้นยุโรปและหุ้นญี่ปุ่น 5% และเงินสด 25 - 30%
สำหรับหุ้นที่แนะนำ
กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เน้นเลือกหุ้นพลังงานที่อิงกับการฟื้นตัวในประเทศและการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (OR, PTG, BCP) และ หุ้นที่ต่ำกว่า Liquidation Value เช่น PTT
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แนะนำ Selective buy ได้แก่ AP, SPALI ที่มี Backlog และ Market Share สูง จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงกว่ากลุ่ม และยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ที่ Aggressive ในขณะที่ D/E อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1X และเลือก LH และ SIRI จากการเป็นหหุ้นปันผลสูง
กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ Selective Buy สำหรับกลุ่มโรงพยาบาล จากโรงพยาบาลที่มีการเติบโตของกลุ่ม Non-COVID ได้แก่ BH, BDMS และ EKH โดย BH และ BDMS คาดว่าจะสามารถทำรายได้และกำไรระดับ New High จากการกลับมาของคนไข้ต่างชาติที่มี Pent Up Demand อยู่สูง ขณะที่ EKH คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการการเปิดประเทศจีน ที่จะมีลูกค้ากลุ่ม LVF กลับมารับบริการเพิ่ม
กลุ่มท่องเที่ยว การเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 และจีนจะประกาศเปิดประเทศในวันที่ 8 ม.ค. 2566 ส่งผลให้มี Upside ต่อเป้าหมาย หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้ปรับตัว Outperform รับการฟื้นตัว โดยเฉพาะ ERW และ CENTEL ในขณะที่ MINT และ SHR จะมี Upside ที่สูงกว่า
กลุ่ม Commerce จะ outperform SET ในปี 2566 ไม่ว่าจะมาจากยอดขาย sssg ที่ดีขึ้น และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ Top pick ของเราได้แก่ CPALL, COM7 และ CRC กลุ่ม staple (BJC, CPALL)
กลุ่ม big tickets (COM7, HMPRO)
ปี 2566 คาดว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะโตตามปัจจัยเฉพาะตัว โดย COM7 คาดว่าจะเติบโตตามผลิตภันฑ์ Apple ที่ออกใหม่ โดยเฉพาะ iPhone ทั้งนี้เนื่องจาก iPhone 14 พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2565 เราอาจจะไม่เห็นการเปิดตัว iPhone ใหม่ในปีหน้า อย่างไรก็ตามเราคาดว่า COM7 จะสามารถโตได้ในระดับ 10% - 15% ในปี 2566
ในส่วนของ HMPRO เราคาดว่าจะโตจาก sssg และการขยายสาขาใหม่ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยวต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น กลุ่ม Department store (CRC)
กลุ่มพลังงานเป็นอีกกลุ่มที่จะ outperformed SET โดย top pick ของกลุ่มได้แก่ GPSC
Finance (MTC, SAWAD, TIDLOR)
กลุ่ม BANK คาดว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ยังคงน่าสนใจในปี 2566 โดยแนะนำ "ซื้อ" ทั้ง BBL (ราคาเป้าหมาย 172 บาท) KBANK (ราคาเป้าหมาย 177 บาท) KTB (ราคาเป้าหมาย 22 บาท) และ SCB (ราคาเป้าหมาย 144 บาท) โดยเลือก Top-pick ได้แก่ SCB และ KTB สำหรับธนาคารขนาดเล็ก แนะนำ "ซื้อ" สำหรับ TISCO (ราคาเป้าหมาย 110 บาท)