แนวโน้มตลาดวันนี้ (14 พ.ค.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งตัวในกรอบ ความกังวลเงินเฟ้อเร่งตัวจากผลของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเริ่มปรากฏชัด หลังสหรัฐฯ รายงานดัชนี PPI และ CPI สูงสุดในรอบ 4 ปี ทำให้คาดว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ ขณะที่ นลท. จับตาการหารือ ปธน.ทรัมป์และ ปธน.สีจิ้นผิง ในวันนี้และพรุ่งนี้ ทำให้บรรยากาศโดยรวมยังเป็นการติดตามและเฝ้าระวัง ส่วนในประเทศติดตามโค้งสุดท้ายการรายงานงบ 1Q69 ทางเทคนิคดัชนีดีดตัวขึ้นเหนือ 1500 อาจมีย่อพักตัวสลับบ้างแต่หากยืน 1500 ได้ยังดีอยู่
ประเด็นสำคัญ
• วันนี้จับตา ปธน. ทรัมป์ นำทัพ CEO ระดับโลก (อาทิ Nvidia, Tesla) เปิดฉากเจรจากับ ปธน. สี จิ้นผิง เพื่อหารือหลายประเด็นตั้งแต่หวังเปิดตลาดในจีนมากขึ้น, การเข้าถึงแร่หายาก, ความร่วมมือ AI รวมถึงจุดยืนเรื่องไต้หวันและอิหร่าน ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้มองจะหนุนบรรยากาศลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
• การผลิตน้ำมันของ OPEC ใน เม.ย. ลดลงกว่าราว 30% เทียบกับช่วงก่อนสงครามอิหร่านเริ่มต้น และปรับลดคาดการณ์เติบโตอุปสงค์โลกเหลือ +1.2 ล้านบาร์เรล/วัน (เดิม +1.4) จากปัญหาลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแม้อุปสงค์จะชะลอตัว แต่ราคาน้ำมันยังทรงตัวสูงจากแรงพยุงความเสี่ยงด้าน Supply (Geopolitical Risk)
• PPI สหรัฐฯ ใน เม.ย. เพิ่มขึ้น 6.0%YoY และ 1.4%MoM สูงกว่าตลาดคาดและเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยมีต้นทุนพลังงานและผลกระทบจากภาษีนำเข้าเป็นตัวขับเคลื่อน มองภาพเงินเฟ้อระดับสูงอาจทำให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าตลาดคาด
• รมว. คลังเผยการลงทุน FDI ใน 1Q69 มีมูลค่ากว่า 2.6 แสนลบ. เติบโต 18% และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เติบโตกว่า 60% สะท้อนความเชื่อมั่นของ นลท. ต่างชาติ และจะเดินหน้าลดอุปสรรคด้านกฎหมายเพื่อปลดล็อก FDI และดัน GDP เติบโตระดับ 3% ภายในช่วง 1-2 ปี มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA, AMATA)
• ตลท. เผยกำลังทบทวนมาตรการกำกับซื้อขาย อาทิ ปรับลดช่วงซื้อขายหุ้นที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทให้แคบลง, เก็บ Extra Charge บัญชีส่งออเดอร์ถี่แต่จับคู่ไม่ได้, ขายชอร์ตได้เฉพาะหุ้นสภาพคล่องสูง และปรับปรุงเกณฑ์ Uptick Rule สำหรับขายชอร์ต พร้อมขึ้นทะเบียน HFT คาดเริ่มใช้ 3Q69 มองบวกต่อนักลงทุนรายย่อยจากลดความเหลื่อมล้ำกับ HFT, ต้นทุนเทรดต่ำลงจาก Tick Size แคบลง, และปลอดภัยจากถูก Short Sell ในหุ้นนอก SET100
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัว Sideways โดยมีกรอบบนที่ 1530-1550 จุด เนื่องจากตลาดรับรู้พัฒนาการบวกในการเจรจาสหรัฐฯ และอิหร่านในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้จะหันกลับมาโฟกัสความชัดเจนผลการเจรจาอิหร่าน และ Big Event อย่างการเยือนจีนของ ปธน. ทรัมป์เพื่อพบปะกับ ปธน. สีจิ้นผิงในปลายสัปดาห์ ซึ่งหากออกมาในเชิงบวกจะเป็น Catalyst ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีแรงหนุนรองรับจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนลบ. และ Thailand FastPass จาก BOI ที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ส่วนการเข้าสู่โค้งสุดท้ายประกาศงบ 1Q69 ซึ่งก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ดีกว่าตลาดคาดได้สร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ "Selective Buy"
Daily Top Picks
KCE: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากโมเมนตัมหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นและกำไรปกติ 1Q69 ที่เติบโตสูงกว่าที่คาด จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งชดเชยต้นทุนทองแดงที่ปรับขึ้น คาดผลประกอบการจะทรงตัวใน 2Q69 ก่อนจะเติบโตแข็งแกร่งใน 2H69 จากการปรับขึ้นราคาขายขึ้น 10-12% และการควบคุมต้นทุนที่ดีต่อเนื่อง เป้าหมายระยะสั้นที่34.00 บาท
WHA: ปัจจัยกระตุ้นจากการลงทุนและการตั้งฐานการผลิตในไทย BOI เผยยอดการลงทุน FDI ใน 1Q69 เติบโต 18%YoY แตะระดับ 2.6 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดส่งเสริมการลงทุนโตก้าวกระโดดกว่า 60% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 เติบโต 87% ที่ 2,500 ไร่ เป้าหมายระยะสั้นที่ 4.70 บาท