FPI เร่งขยายฐานการผลิตต่างประเทศ เดินหน้าก่อสร้างโรงงานในซาอุดีอาระเบีย คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพ.ย.69 วางเป็นศูนย์กลางผลิตและกระจายสินค้าสู่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์กว่า 30% เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) เปิดเผยว่า บริษัทฯเดินหน้าขยายเครือข่ายการผลิตในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเร่งก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ หรือ MENA รองรับแผนขยายตลาดในระยะยาว พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระดับสากล
สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานเป็นไปตามแผน โดยงานฐานรากและโครงสร้างอาคารแล้วเสร็จเรียบร้อย และอยู่ระหว่างทยอยติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
ทั้งนี้ บริษัทฯเลือกลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ King Abdullah Economic City (KAEC) ซึ่งถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการขนส่งของภูมิภาค นอกจากได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุนแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงการส่งออกสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับการส่งออกจากประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ
นายสมพล กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายธุรกิจของ FPI เนื่องจากการมีฐานการผลิตในพื้นที่จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
สำหรับโรงงานแห่งใหม่ บริษัทฯวางแผนให้เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์ในรูปแบบ OEM เพื่อรองรับผู้ผลิตรถยนต์ในภูมิภาค โดยปัจจุบันได้รับโครงการผลิตชิ้นส่วนจาก Ceer ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติซาอุดีอาระเบีย มูลค่ากว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ บริษัทฯยังอยู่ระหว่างการเจรจากับ Hyundai เพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วนสำหรับโครงการผลิตรถยนต์ในซาอุดีอาระเบียในอนาคต ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีความต้องการสูงในภูมิภาค และสอดคล้องกับแผนกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ