SINO มองภาพรวมอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางทะเล Q1/69 มีดีมานด์ต่อเนื่อง
เตรียมทดสอบและใช้งาน Cloud และ ERP ระบบใหม่ เพิ่มศักยภาพบริการและลดต้นทุน
“บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น” หรือ SINO ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางทะเลไตรมาส 1/2569 ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง หลังมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังไม่พบผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออก และมีปัจจัยหนุนจากการเร่งปิดออเดอร์ส่งออกสินค้าของบริษัทญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2025 ขณะที่แนวโน้มค่าระวางเรือเส้นทางไทย-สหรัฐฯ ยังเคลื่อนไหวผันผวนตามภาวะตลาด แต่ทรงตัวในระดับที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเมื่อเทียบกับปีก่อน เผยความคืบหน้าการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันภายใต้โครงการ VOYA คืบหน้าแล้ว 90% คาดเริ่มทดสอบระบบและใช้งานจริงภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพการบริการและลดต้นทุนจากการทำงานซ้ำซ้อน
นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางทะเล (Sea Freight) ในไตรมาส 1/2569 ทั้งการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ พบว่ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องจากปลายปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากการส่งออกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวล ประกอบกับเป็นช่วงที่ตรงกับไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2025 ของญี่ปุ่น จึงเห็นการเร่งปิดออเดอร์ส่งออกสินค้าของบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนในประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ราว 12,000 ตู้ คิดเป็นประมาณ 23% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 53,000 ตู้ สะท้อนทิศทางการดำเนินงานที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์หลังจากผ่านช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ว่าจะมีความต้องการการขนส่งสินค้าทางทะเลอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ส่วนแนวโน้มค่าระวางเรือเส้นทางไทย-สหรัฐฯ ในปี 2569 ประเมินว่ายังคงเคลื่อนไหวตามภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก ซึ่งมีความผันผวนในแต่ละช่วงเวลา โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารต้นทุนและประสานงานกับสายเรืออย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนอัตรากำไรของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยในปี 2569 ที่มีแนวโน้มชะลอตัว บริษัทฯ จึงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงการเดินหน้าทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันภายใต้โครงการ VOYA ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ 1) การพัฒนาและติดตั้งระบบ Freight Cloud System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระบวนการขนส่งสินค้า และ 2) การติดตั้งระบบ SAP S4/HANA เพื่อใช้บริหารจัดการงานด้านบัญชีและการเงิน โดยทั้ง 2 ระบบนี้จะเชื่อมต่อข้อมูลธุรกรรมกันอย่างสมบูรณ์ ลดการทำงานซ้ำซ้อน ล่าสุดการดำเนินงานดังกล่าวมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 90% และคาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบและเริ่มการใช้งานจริงได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนการบริหารต้นทุนในระยะยาว