Market

MINT  จ่อตั้งกอง  REIT  1 พันล้านดอลล์ ในสิงคโปร์ - Minor Food เข้าตลาดฮ่องกง ชูแผนขยายธุรกิจโรงแรม-อาหาร ปั๊มรายได้โต 6-8%
20 ก.พ. 2569

MINT เปิดแผนระดมทุนในครึ่งปีหลัง จ่อตั้งกอง  REIT เข้าซื้อโรงแรม 14 แห่ง มูลค่า 1 พันล้านดอลล์ ในสิงคโปร์ และดัน Minor Food เข้าตลาดฮ่องกง นำเงินมาลดภาระหนี้  เสริมฐานะการเงินแข็งแกร่ง เปิดแผน 3 ปี รุกขยายธุรกิจโรงแรงม-อาหารเต็มสูบทั้งในและต่างประเทศ มั่นใจรายได้รวมโตเฉลี่ยปีละ 6-8% กำไรโตเฉลี่ยปีละ 15-20%

 

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ  MINT  เปิดเผยว่า ปี 2569 นี้บริษัทมีแผนจะระดมเงินทุนผ่านการจัดตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะมีทรัพย์สินที่เป็นธุรกิจโรงแรมทั้งหมด 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมในยุโรป 12 แห่ง และไทย 2 แห่ง โดย REIT กองนี้จะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์  ภายในช่วงครึ่งปีหลัง โดย MINT จะเข้าร่วมลงทุนในกอง REIT นี้ด้วยเพื่อให้คงอำนาจการบริหารจัดการโรงแรมได้อยู่ ทั้งนี้จะไม่เกิน 50% โดยเงินที่จะได้จากการออก REIT จะนำไปลดภาระหนี้ของบริษัท  นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะนำ Minor Food เข้าระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการทำรายละเอียดการระดมทุนเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก  (IPO) สาเหตุที่บริษัทต้องการระดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่าในตลาดหุ้นไทย เนื่องจาก  Minor Food มีศักยภาพเติบโต  และการจดทะเบียนในตลาดหุ้นนอก ถือว่ามีสถานะเป็น Regional Play  จะมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกได้มากกว่าตลาดหุ้นไทย โดยคาดว่า Minor Food  จะมีความชัดเจนการ IPO ในปลายปีนี้

 

ทั้งนี้ การขยายธุรกิจอาหาร  คงมุ่งมั่นที่จะทำให้แบรนด์ที่มีอยู่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยการเติบโตจะถูกผลักดันด้วย 3 ประการ คือ การคิดค้นเมนูใหม่ และ แบรนด์ใหม่ๆ, การขยายงานอย่างรวดเร็ว ผ่านการมุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น ตลาดอินเดีย และ CLMV, การทรานฟอร์มสู่ดิจิทัล เพื่อยกระดับบริการทั้งก่อนและหลังการขาย

 

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของ MINT ในระยะ 3 ปี (ปี 2569-2571) นายดิลลิป กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ย 6-8% ต่อปี และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเติบโต15-20%ต่อปี ซึ่งมาจากการขยายธุรกิจโรงแรม เพิ่มจากที่มี 638 โรงแรมในปี 2568  เป็น 850 โรงแรม ในปี 2571 และการขยายธุรกิจอาหาร เพิ่มจาก 2,746 สาขาในปี 2568 เป็น 4,150 สาขา ในปี 2571 

 

สำหรับงบลงทุนรวมปีนี้ 15,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นใช้ปรับปรุงโรงแรมสัดส่วน 60% เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น ส่วนปี 2570-2571 วางงบลงทุนเฉลี่ย 14,000 ล้านบาทต่อปี

 

ทั้งนี้ MINT ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยจากแผนการระดมทุนเพื่อนำเงินมาลดภาระหนี้สิน คาดว่าปีนี้ อัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่  0.75-0.85 เท่าจากสิ้นปี 2568 ที่ 0.86 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ปีนี้น่าจะต่ำกว่า 4 เท่าจากสิ้นปี 2568 อยู่ที 4.6 เท่า ส่วนอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่า 12% ซึ่งการลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไร  จะช่วยทำให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้น และต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 

 

นายดิลลิป กล่าวถึงการขยายธุรกิจของบริษัทจะใช้รูปแบบ Asset-light ทั้งการรับจ้างบริหาร และขยายเฟรนไชส์ เน้นการทำอัตรากำไรสูงขึ้น  โดยปีนี้ คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง จากปีก่อน 40 แห่ง  จะทำให้พอร์ตโรงแรมจะเป็นส่วนที่เป็นเจ้าของ 49% และรับจ้างบริหาร 51% จากปีที่แล้ว รับจ้างบริหาร 34%ของพอร์ต  โดยในไตรมาส 2/2569 มีกำหนดเปิดโรงแรม Anantara Kafue River Zambia Tented Camp , Tivoli La Vie Muscat Hotel, Avani Kota Kinabalu Hotel, Avani+ Lanexang Vientiene, Tivoli Palazzo Risorgimento Lecce, Avani Mooloolaba เป็นต้น และในไตรมาส 4/2569 จะเปิดโรงแรมในจีน และในยุโรป

 

ด้านการขยาย Residences ทำควบคู่กับโรงแรม ภายใต้แบรนด์โรงแรม (Brand Residences) ในการขายคอนโดมิเนียม วิลล่า ที่ให้ High Value ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเข้ามาและมีอัตรากำไรที่ดี ทำให้มี IRR มากกว่า 30% ได้แก่ โครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท ที่มียอดขายมากกว่า 50% แล้ว คาดจะกำหนดส่งมอบครบภายในปี 69 จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดเข้ามา , โครงการ Anantara Ubud Residences ในบาหลี อินโดนีเซีย , โครงการ Four Seasons Koh Samui จะเริ่มขายปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ยังมีที่ดิน 500 ไร่ในภูเก็ตที่พร้อมจะทำเฟสถัดไปที่เป็นโครงการคอนโดมิเนียม วิลล่า เป็นต้น ซึ่งจะเสริมการเติบโตทั้งรายได้และกำไรของบริาัท 

 

นอกจากนี้เน้นทำตลาดในต่างประเทศทั้งโรงแรมและ Residences ที่จะได้ค่าธรรมเนียมบริหารการสร้าง Residences โดยใช้แบรนด์โรงแรม 7 แห่ง ได้แก่ Anantara Miami , Oaks Riyadh, Tivoli La Vie Muscat ในโอมาน , Anantara Zanzibar ในแทนซาเนีย เป็นต้น  รวมทั้งจะโฟกัสธุรกิจโรงแรมในประเทศอินเดีย จีน และญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงและมีประชากรมาก คาดว่าจะมีจำนวนโรงแรมมากขึ้นราว 20 แห่งภายในปี 2573

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com