บมจ.โพลีเน็ต เคาะราคาขาย IPO หุ้นละ 6.80 บาท เปิดจอง 9 - 11 พ.ย.นี้ เข้าเทรด SET 16 พ.ย. 65 ชูหุ้นผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนครบวงจรที่มุ่งเน้นนวัตกรรม พร้อมรุกเข้าสู่กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หนุนกำไรโดดเด่น ตั้งเป้าโตปีละ 25% แย้มจ่ายปันผลสำหรับงบงวด 9 เดือน
บริษัท โพลีเน็ต จำกัด(มหาชน) หรือ POLY ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยาง,พลาสติก, ซิลิโคนครบวงจร สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์, เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ และ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ลงนามในสัญญาการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชน (IPO)จำนวน 120 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 6.80 บาท โดยมีบล.เคจีไอ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส , บล. พาย บล. หยวนต้า, บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และบล. คิงส์ฟอร์ด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย โดยเปิดให้จองซื้อระหว่าง 9 – 11 พ.ย.นี้ และเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET)วันที่ 16 พ.ย.หมวดยานยนต์ ชื่อย่อหลักทรัพย์ POLY
นางสาวสุวิมล ศรีโสภาจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคจีไอ เปิดเผยว่า การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 6.80 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 15.0 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลการดำเนินงานในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด เทียบกลุ่มยานยนต์ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อยู่ระหว่าง 22.0 - 24.7 เท่า
จุดเด่นของ POLY มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์ของทีมผู้บริหารกว่า 20 ปี ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจชิ้นส่วน ยาง พลาสติก และซิลิโคน อย่างครบวงจร ทั้ง กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่รายได้ เติบโตอย่างยั่งยืน และมีศักยภาพการทำกำไรที่ดี และการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในครั้งนี้ จะสร้างโอกาสจากให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
นางกาญจนา เหลารัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โพลีเน็ต จำกัด (มหาชน) (POLY) เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวนประมาณ 785 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ 370 ล้านบาท ใช้สำหรับจ่ายคืนหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 320 ล้านบาท และใช้สำหรับลงทุนในโครงการขยายโรงงานและลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม 95 ล้านบาท ตามโครงการในอนาคต เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ
สำหรับโครงการในอนาคตของ POLY ประกอบด้วย โครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (พลาสติก) ในอาคารผลิต โรงงานที่ 1 สนับสนุนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 550 ตันต่อปี (เพิ่มขึ้นประมาณ 16.6% จากกำลังการผลิตทั้งหมดในปี 2564) แบ่งเป็น ค่าปรับปรุงบริเวณสายการผลิต ค่าระบบสาธารณูปโภค 19.5 ล้านบาท และเครื่องจักรผลิตตั้งแต่ 250 ตันถึง 650 ตัน จำนวน 11 เครื่อง เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 124.1 ล้านบาท ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ IRR 19% คาดจำนวนปีที่คืนทุน ประมาณ 5 ปี
ทั้งนี้ ปัจจุบัน POLY มีโรงงาน 2 แห่ง อยู่ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ณ สิ้นปี 2564 กำลังการผลิต 2 โรงงาน รวมประมาณ 3,300 ตันต่อปี อัตราการใช้กำลังการผลิตรวมประมาณ 60% ขณะที่ไตรมาส 2/2565 อัตราการใช้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70%
โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จาก จากกลุ่มยานยนต์ 50% แต่ภายในระยะเวลา 3-5 ปีจากนี้ จะปรับกลยุทธ์ในด้านกำลังการผลิตใหม่ ด้วยการลดสัดส่วนรายได้กลุ่มยานยนต์ลง โดยไม่ลดปริมาณรายได้จากการขาย แต่หันไปเพิ่มรายได้ในกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เพราะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่า ซึ่งทำให้คาดว่าในช่วง 3 ปีนี้ รายได้ของบริษัทจะเติบโตได้ปีละ 25-30% และกำไรสุทธิก็จะเติบโตขึ้นจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562 - 2564) บริษัทฯ มีรายได้รวมเติบโตต่อเนื่อง 581.7 ล้านบาท 523.2 ล้านบาท และ 787.1 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากการขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 13.1 ล้านบาท 21.8 ล้านบาท และ 120.9 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% กำไรสุทธิอยู่ที่ 78.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และในวันที่ 14 พ.ย.นี้ จะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/65 และงวด 9 เดือน ซึ่งจะประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน