บลน.ฟินโนมีนา ชี้แนวโน้มลงทุนครึ่งปีหลังตลาดโลกกระทิงเน้นกลุ่มบลูชิพ เปิด 3 ธีมหลักลงทุนผ่านกองทุนเด่น “AI Divergence -Global Healthcare - Defense” ส่วนตลาดหุ้นไทยคาดไปต่อ เกาะติดบจ.ประกาศกำไรไตรมาส 2 นี้ และปรับเพิ่มคาดการณ์ EPS ปี 69 เพิ่มเป็น 100 บาท/หุ้นจากเดิมคาด 95 บาท/หุ้น ส่วน SET Index คาดปรับขึ้น 1,700 จุดภายในสิ้นปีนี้ ตลาดหุ้นเวียดนาม เศรษฐกิจแข็งแรง มีลุ้นเงินทุนไหลเข้าหลังขึ้นตลาดเกิดใหม่เป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าสิ้นปีนี้ AUM โต 30-40%จากสิ้นปี 68 หลังไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 72,385.60 ล้านบาท เดินหน้าปั้นผู้แนะนำการลงทุนอิสระเพิ่ม 6,000 คนในอีก 5 ปี จากปัจจุบัน 3,342 คน
นายเจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEO Finnomena Group เปิดเผยถึง มุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ว่า ทิศทางตลาดกำลังก้าวเข้าสู่เฟส “Moving On” โดยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็น New Normal และทรัมป์หันไปให้ความสนใจกับการเตรียมตัวเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ และภาพรวมเศรษฐกิจยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของ AI แต่เม็ดเงินลงทุนจะเริ่มกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมและภูมิภาคอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้เชื่อว่าในภาพรวมจะยังมีโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยสามารถปรับน้ำหนักย้ายจากกลุ่ม AI มาเป็นกลุ่มบลูชิพใส่พอร์ตด้วย
เรามองตลาดครึ่งหลังเป็นตลาดกระทิงและมองกลุ่มบลูชิพ การจัด asset allocation แนะกองหุ้นยุโรป กลุ่มหุ้นแบงก์ไทยเนื่องจากจ่ายเงินปันผลดี แม้ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มสดใส แต่ยังมีความท้าทายจากอารมณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นความไม่แน่นอน ต้องระวัง กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก”นายเจษฎา กล่าว
นายวศิน ปริธัญ Managing Director บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ในเครือของ Finnomena Group กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์การลงทุนที่เราแนะนำ ประกอบด้วย 3 ธีมหลัก ได้แก่ 1.) The AI Divergence จากความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพราะได้แรงหนุนหลักจากงบลงทุน (CapEx) ของกลุ่ม Hyperscaler โดยแนะนำลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH, กองทุนหุ้นสหรัฐฯ KF-SP500M, กองทุนหุ้นญี่ปุ่น KT-JAPANALL-A และกองทุนในธีม Grid Infrastructure อย่าง A-GRID
2.) The Catch-Up Trade ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นถูกลากขึ้นด้วยหุ้นเพียงกระจุกตัว แต่กลุ่มที่เหลือยังคง Laggard และยังมีโอกาสด้วยระดับ Valuation ที่น่าสนใจ จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับหรือมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน เช่น ธีม Global Healthcare แนะนำกองทุน KKP GHC-A, หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ แนะนำกองทุน U-WXUSFX และหุ้นไทยปันผลสูง TISCOHD-A
3.) Structural Geopolitics ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่และยืดเยื้อ ควรมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ที่มีความมั่นคง แนะนำธีม Defense กองทุน LHGDEFENSE-A, ธีม US Industrials กองทุน A-AIRR, ธีม Gold Miner กองทุน A-RING รวมถึงให้มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) พอร์ตการลงทุนบางส่วนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกองทุนSCBCOMP
สำหรับตลาดหุ้นไทย มองประเด็นสถานการณ์น้ำมันดิบโลก หากราคาไม่ได้กลับไปพุ่งเกินระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และไม่มีการเก็บค่าต๋ง 20%ของช่องแคบฮอร์มุชเกิดขึ้น จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ซึ่งจะยิ่งสนับสนุนให้หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วงนี้จะประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 นี้ อาจจะเห็นการปรับเพิ่มประมาณการณ์ EPS ทั้งปี 2569 จากเดิม EPS คาดอยู่ที่ 95 บาท/หุ้น เป็น 100 บาท/หุ้น ส่วน SET Index สิ้นปีคาด 1,700 จุด ภายใต้ P/E 16 เท่า
สำหรับตลาดหุ้นเวียดนามตอนนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วแม้อาจจะยังไม่แข็งแรง แต่ในภาพรวมของเศรษฐกิจยังแข็งแรงและเติบโตสูง เนื่องจากยังเป็นประเทศผู้ผลิตที่เป็นโรงงานใหญ่ของโลกและมีเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นกำลังจะได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเดือนกันยายนนี้คาดจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ามากขึ้นอีกหลังจากปีที่แล้ว นักลงทุนทั่วโลกเล่นธีมนี้ไปแล้วแต่เงินทุน(ฟันด์โฟลท)ยังไหลเข้าไม่เต็มที่
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เปิดเผยว่า ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวในโลกของการลงทุน นั่นคือการไม่เจอแนวทางและสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงการไม่เคยได้พบกับผู้แนะนำการลงทุนคนที่ “ใช่” ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญของชีวิต เราจึงต้องการที่จะยกระดับประสบการณ์ของนักลงทุนไทยให้ดียิ่งขึ้น ผ่านโครงการ “Better Together” ซึ่งมุ่งเน้นการ matching นักลงทุนทุกระดับกับผู้แนะนำการลงทุนที่ใช่ ทั้งเรื่องของสไตล์และพฤติกรรมการลงทุน อาชีพ ไปจนถึงถิ่นที่อยู่อาศัย
“ปัจจุบัน มีลูกค้าที่เข้าโครงการ Better Together มากถึง 77%ของลูกค้าทั้งหมดกว่า 1.9 แสนคน ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ และหากลูกค้าบางรายที่อยากขอเปลี่ยนผู้ดูแล (ผู้แนะนำการลงทุน) ก็สามารถทำได้เพื่อให้ตรงกับสไตล์ของลูกค้า สำหรับโครงการนี้คาดว่าในระยะยาวจะได้รับการตอบรับจากลูกค้ามาเข้าร่วมเต็มเกือบ 100%”
ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2569 แพลตฟอร์ม Finnomena มีจำนวนผู้เปิดบัญชีทั้งหมด 194,006 คน โดยมีลูกค้าใหม่เข้ามาราว 2,000 คน และในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะขยายจำนวนผู้แนะนำการลงทุนอิสระให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ 6,000 คนในอีก 5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,342 คนมีจำนวนมากที่สุดในไทย พร้อมพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็น “Alpha Advisors” ด้วยความรู้ที่เข้มข้น และเทคโนโลยีที่จะช่วยติดอาวุธให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
นอกจากนี้ ยังมีบริการ Open Knowledge ข้อมูลการลงทุนกับผู้คนในวงกว้าง และเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในกองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ โดยมีตัวช่วยคือบริการจัดพอร์ตการลงทุน (Portfolio Model) จากนักกลยุทธ์การลงทุนชั้นนำมากประสบการณ์
ณ สิ้นมีนาคมที่ผ่านมา ฟินโนมีนา มี AUM (สินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำการลงทุนของกลุ่มบริษัท)กว่า 72,385.60 ล้านบาท เราคิดว่า บรรยากาศลงทุนยังสดใส จึงยังคงเป้าหมายเติบโต AUM ที่ระดับ 30-40%จากสิ้นปีที่แล้ว
นายชยนนท์ มองการลงทุนช่วงที่เหลือในปีนี้ว่า เมื่อต้นปีฟินโนมีนาเคยให้ธีมปี 2569 เป็นธีม K Shape World และมองคาดการณ์ตลาดหุ้นไทยเป้าหมาย SET Index 1,500 จุดโดยตลาดช่วงนั้นอยู่ที่ราว 1.200 กว่าจุด ซึ่งในวันนี้ขึ้นมาอยู่ระดับ1,600 จุดแล้ว ถือว่าฟินโนมีนาคาดการณ์ค่อนข้างแม่นเพราะวันนี้หุ้นไทยมาถึงระดับ 1,600 จุดแล้ว ตอนนี้จึงปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 1,700 จุด ภายในสิ้นปีนี้
ส่วนหุ้นต่างประเทศ แม้ช่วงครึ่งปีแรก กลุ่มเทคเหล่า 7 นางฟ้าไม่ได้ทำนิวไฮหลังจากที่ขึ้นมาสูงมาก แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นบวก โดยมีกลุ่มชิปโดยเฉพาะชิป AI ที่กลับทำนิวไฮได้ ในครึ่งปีหลัง จึงให้ Moving On ก้าวข้ามความยากลำบากต่างๆอย่างสงครามในตะวันออกกลาง ตอนนี้เข้าครึ่งปีหลังจะต้องมาดูเรื่องการเก็บค่าต๋ง 20%ของช่องแคบฮอร์มุช จะเป็นอย่างไร และตอนนี้ติดตามเรื่องหุ้นเทคจีน CXMT(ChangXin Memory Technologies) ผู้ผลิตหน่วยความจำ DRAM(สำหรับใช้มือถือ) รายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งจะส่งผลบวกต่อโลกลงทุน”
นายกสิณ สุธรรมมนัส Co-Founder & Chief Strategy Officer Finnomena Group กล่าวปิดท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา Finnomena มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำ WealthTech Platform ของไทย ทั้งการลงทุนในกองทุน หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่น ๆ ผ่านการให้บริการข้อมูลข่าวสาร Open Knowledge กลยุทธ์การลงทุนที่พิสูจน์แล้วมานับทศวรรษ พร้อมด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ จนสามารถครอบคลุมทุกประสบการณ์การลงทุนในแพลตฟอร์มเดียว