JWD x SCGL เปิดแผนดีลควบรวมกิจการ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SCGJWD) ขึ้นแท่นผู้นำด้านบริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน รายได้รวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้า 5ปี มาเก็ตแคปแตะ 1 แสนล้านบาท
นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD)พร้อมด้วย นายบรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SCGL)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ร่วมกันแถลงทิศทางธุรกิจในอนาคตหลังประกาศดีลใหญ่ควบรวมกิจการกลายเป็นผู้นำธุรกิจด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน
นายชวนินทร์ เปิดเผยว่า แผนการควบรวมกิจการระหว่าง JWD และSCGL ด้วยการแลกหุ้น (Share Swap) โดย JWD จะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 791.02 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ SCGL เป็นค่าตอบแทนในการรับโอนหุ้นทั้งหมดของ SCGL ภายหลังการแลกหุ้น กลุ่ม SCG จะถือหุ้นใน JWD ในสัดส่วน 42.9% ขณะที่ กลุ่มบัณฑิตกฤษดา จะถือหุ้น 23.4% และกลุ่มนิมิตรปัญญา จะถือหุ้น 8.4% ของทุนจดทะเบียนใหม่
คาดว่ากระบวนการควบรวมกิจการจะแล้วเสร็จได้ภายในไตรมาส 1/66 หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SCGJWD) โดยจะใช้ตัวย่อ "SJWD" ในการซื้อขายหลักทรัพย์
หลังควบรวมกิจการ ตั้งเป้าหมายจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ MarketCap ในปี 2027 ในระดับ 1 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน JWD มีมาร์เก็ตแคปอยู่ราว 22,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2564 ทั้ง 2 บริษัท มีรายได้รวมกันอยู่ที่ 25,548 ล้านบาท โดยที่ SCGL มีรายได้ 20,447 ล้านบาท และ JWD มีรายได้ 5,101 ล้านบาท ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกปี 2565 รายได้รวมกันอยู่ที่ 14,270 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2566 จะมีรายได้เติบโตในระดับ 10-12%
บริษัทได้วางแผนร่วมกัน 5 ส่วน ได้แก่ 1.การเพิ่มรายได้จากการ Cross-Sale และ Up-Sale จากฐานลูกค้าเดิมของ SCGL และ JWD เพื่อเพิ่มรายได้และการประหยัดต้นทุน 2. การสร้างมูลค่าเพิ่มในบริการเดิมที่แต่ละฝ่ายมีความชำนาญเช่น คลังห้องเย็น ลานจอดรถยนต์ คลังสินค้าอันตราย การขนส่งแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นต้น 3.การเชื่อมต่อฐานการให้บริการในภูมิภาคอาเซียนแบบไร้รอยต่อ โดยนำ Business Model ที่ประสบความสำเร็จในไทย ไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศ 4. ให้บริการแบบ D2C (Direct to Consumer) ตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านบริการ ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า, โลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, การขนส่งแบบด่วน และ 5. พัฒนาขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม บริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโลจิสติกส์ เป็นต้น
นายบรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า การรวมกิจการกับ JWD ถือเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญของ 2 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมโลจิติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น และทำให้การเติบโตของธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ซึ่ง SCGL มีความเชี่ยวชาญการให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ จากการให้บริการขนส่งสินค้าแก่บริษัทในเครือ SCG และลูกค้าทั่วไป ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศจากการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่ม SCG เช่นในประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถร่วมกับ JWD ขยายเส้นทางให้บริการไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
"เมื่อรวมกันแล้ว เราจะกลายเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่มีจุดเด่นด้านการให้บริการโลจิกติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจร (Integrated Logistics and Supply Chain Solutions Provider) ที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั้งในด้านความเป็นมืออาชีพของ SCGL และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการโลจิสติกส์เฉพาะด้าน (Specialized) ของ JWD กลายเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้" นายบรรณ กล่าว