Market

InnovestX คาด SET พักตัว ขาดปจจัยหนุนใหม่
18 พ.ค. 2569

แนวโน้มตลาดวันนี้ (18 พ.ค.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์  คาด SET แกว่งลง ตลาดหมดประเด็นหนุนหลังจบซัมมิตผู้นําสหรัฐฯ-จีนที่ไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งจบ รายงานงบฯ 1Q69 ซึ่งหลังจากนี้ตลาดน่าจะให้น้ำหนักประเด็นเงินเฟ้อ-ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนหลังมีข่าวสหรัฐฯ-อิสราเอลกําลังเตรียมพร้อมโจมตีอิหร่านอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ประเด็นวันนี้ติดตามรายงาน GDP 1Q69 ของไทย ทางเทคนิคดัชนีมีแนวโน้มย่อพักตัว แต่หากยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันบริเวณ 1505 ได้ ยังเป็นสัญญาณที่ดีอยู่

 

ประเด็นสำคัญ

• การประชุม Trump-Xi สิ้นสุดลงด้วยบรรยากาศเชิงบวกภายนอก แต่ไม่ได้มีข้อตกลงสำคัญด้านแร่หายากหรือ AI ส่วนประเด็นไต้หวันยังตึงเครียด มองการประชุมครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในระยะยาว

 

• ราคาน้ำมัน Brent เช้านี้ +1.5% ทะลุ $110/bbl จากความตึงเครียดสูงขึ้นในตะวันออกกลาง ล่าสุดอิหร่านเผยเตรียมประกาศใช้กลไกเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซแบบใหม่ ผ่านการบังคับให้เรือพาณิชย์ต้องทำประกันภัยกับฝั่งอิหร่าน ขณะที่ ปธน. ทรัมป์ เตือนหากอิหร่านยังไม่ยอมบรรลุข้อตกลงสันติภาพจะต้องเผชิญกับเวลาที่ย่ำแย่และเลวร้ายมาก

 

• วันนี้ติดตามสภาพัฒน์ฯ ประกาศ GDP 1Q69 ซึ่งตลาดคาดจะเติบโต 2.2%YoY ทั้งนี้หาก GDP ออกมาดีกว่าคาด มองจะเป็นแรงหนุนให้กับหุ้นกลุ่ม Cyclical, ธนาคาร และพาณิชย์ แต่หากออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากที่ตลาดมีการรับรู้ผลประกอบการ 1Q69 ไปพอสมควรแล้ว

 

• รมว. คลังเผยข้อเสนอภาคเอกชน 4 เรื่องหลังหารือ ได้แก่ 1. เร่งลงทุนพลังงานสะอาดและทรัพยากรน้ำ 2. ลงทุนในคนและเทคโนโลยี 3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (Wellness, Financial, Digital Hub) 4. ปลดล็อกอุปสรรคและระเบียบภาครัฐ มองระยะสั้นมีผลต่อ SET จำกัด โดยคาดตลาดจะรอดู Action Plan ภายใน 6 เดือน ซึ่งหากมีพัฒนาการที่ดีจะเป็นบวกต่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว นำโดยนิคม พลังงานสะอาด

 

• BOI อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิต PCB 3 โครงการ (Compeq, Multi-Finelineและ Gold Circuit) มูลค่าการลงทุนเฟสแรกรวม 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตฯ AI, ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะช่วยเน้นย้ำความเชื่อมั่นของ นลท. ต่างชาติที่มีต่อไทย เป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ, รับเหมาฯ และโรงไฟฟ้า

 

 

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

 มอง SET แกว่งตัว Sideways โดยตลาดจะเริ่มกลับมาให้น้ำหนักผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่จะฉุดรั้งกำไร 2Q69 และราคาน้ำมันที่สูงนานเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านภาวะเงินเฟ้อสูง ขณะที่การประชุม Trump–Xi ยังขาดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมและไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

 

1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 2Q69 จะเติบโต YoY ส่วน 2H69 โมเมนตัมกำไรยังดีทั้ง HoH และ YoY อีกทั้งเราแนะนำ Outperform ได้แก่ ADVANC AP GULF MINT MTC SCGP TIDLOR 

 

2. หุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power ซึ่งคาดกำไรสามารถทนทานต่อต้นทุนและเงินเฟ้อที่สูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN) 

 

3. หุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม "S-Curve" และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคม (WHA AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)

 

Trading Idea: 1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก World Cup 2026 (11 มิ.ย.-19 ก.ค.) ได้แก่ CPALL CPAXT MINT CENTEL HTC TRUE 2. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมายซื้อโดยนักลงทุนต่างชาติ หลังเริ่มเห็น Fund Flow ไหลกลับ เลือกหุ้นที่ Underowned และ Undervalued ได้แก่ TRUE CPN GLOBAL BEM  PTTGC 3. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์ หากมีความคืบหน้าการคลายข้อจำกัดด้าน AI/ชิป/แร่หายาก  หรือคลายกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเพิ่มเติม ได้แก่ DELTA HANA KCE PTTGC IVL 

 

กลยุทธ์การลงทุน

 ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยมี Upside จำกัดที่แนวต้าน 1,530-1,550 จุด โดยในประเทศ แม้มีแรงหนุนจากกำไรรวมตลาด 1Q69 ที่แข็งแกร่ง และ Sentiment บวกจาก ครม.เตรียมพิจารณามาตรการไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 19 พ.ค. แต่มองถูกสะท้อนไปในดัชนีพอสมควรแล้ว ทำให้นักลงทุนจะกลับมาโฟกัสผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่จะฉุดรั้งกำไร 2Q69 ของ บจ. แทน ขณะที่การประชุม Trump–Xi แม้บรรยากาศจะเป็นบวกต่อ Sentiment การลงทุนระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมยังจำกัดและไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการแข่งขันระหว่างกันในระยะยาว อีกทั้งราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูงนาน เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนผ่านภาวะเงินเฟ้อสูง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” 

 

Daily Top Picks

BLA: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรัฐบาลที่ปรับขึ้น สนับสนุนรายได้จากการลงทุน และคาดว่ากำไรในปี 2569 จะยังได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ CSM อย่างสม่ำเสมอและรายได้จากการลงทุนที่ยั่งยืน ด้าน Valuation มีความน่าสนใจ ด้วย PE ที่ระดับ 5x เทียบกับ ROE ที่ 12%เป้าหมายระยะสั้นที่ 22.40 บาท

 

PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ซึ่งคาดจะสนับสนุนให้ผลประกอบการ 2Q69 แข็งแกร่งต่อเนื่อง และปริมาณการผลิตก๊าซฯ คาดจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงานของประเทศ เป้าหมายระยะสั้นที่ 154.50 บาท   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com