หุ้น DELTA กลายเป็น ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ เพราะราคาหุ้นกลับสู่ความร้อนแรง วิ่งแรงเกินพิกัด จากที่เคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 287 บาท เมื่อกลางเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาขึ้นไปทำ Hi แตะสูงสุดที่ 990 บาท จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นไทย มาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 1 แซงหน้า AOT
ความร้อนแรงของหุ้น DELTA มาจากแรงเก็งกำไร ผลประกอบการที่ออกมาอย่างสวยสดงดงาม คาดการณ์กันว่างบปี 2565 จะโตแบบก้าวกระโดด เพราะแค่งวด 9 เดือนแรก ปี 2565 มีกำไรมากถึง 11,153 ล้านบาท มากกว่าทั้งปี 2564 เกือบจะ 100% ที่ทำได้ 6,699 ล้านบาท
รวมถึงแรงเก็งกำไร จากการถูกนำกลับเข้าสู่การคำนวณดัชนี 50 และดัชนี 100 และจากกระแสข่าวการแตกพาร์
ราคาหุ้น DELTA ที่พุ่งแตะเกือบหลักพันบาท จนกลายเป็นหุ้นมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทย เพราะการขึ้นลงของ DELTA สามารถชี้นำดัชนีตลาดหุ้นไทยได้
ซึ่งมีการคำนวณกันว่า การขึ้นลงทุก 10% ของหุ้น DELTA จะมีผลต่อการขึ้นลงของดัชนีถึง 7 จุด
โดยเมื่อวาน (5 ม.ค.66) ราคาปรับตัวลดลง 106 บาท หรือ 11.62% ร่วงลงมายืนที่ 806 บาท ฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทย ร่วงลงถึง 9.39 จุด ลงมาปิดที่ 1,663.86 จุด
ความร้อนแรงของหุ้น DELTA ทำให้โบรกเกอร์ต้องเตือนนักลงทุน แม้กำไรจะโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ก้าวกระโดดไม่ทันราคาหุ้นที่พุ่งแรงจนแซงพื้นฐาน ซึ่งในมุมมองของโบรกเกอร์ ต่างมองว่าหุ้น DELTA แพงจนเกินไปแล้ว
จากการรวบรวมราคาเป้าหมาย ของโบรกเกอร์ 11 แห่ง ที่ออกบทวิเคราะห์ ในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน ล้วนมีราคาเป้าหมายต่ำกว่า ราคา ณ ปัจจุบัน ค่อนข้างเยอะ โดยราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 536 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับราคา หุ้น DELTA ล่าสุดที่ 806 บาท ซึ่งหมายความว่าราคาหุ้น แพงกว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ยถึง 33%
โดย บล.หยวนต้า ที่เพิ่งออกบทวิเคราะห์มาสดๆ ร้อนๆ ให้ราคาเป้าหมายไว้แค่ 610 บาท แม้ปี 2566 คาดว่ายอดขาย จะยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นอยู่ในโซนที่แพงมากแล้ว กำไรโตไม่ทันราคาหุ้น ประกอบกับความเสี่ยง Global Recession ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้หุ้น DELTA มีโอกาสเจอแรงขายทำกำไรได้สูง ฝ่ายวิจัยจึงไม่แนะนำเข้าลงทุน และนักลงทุนควรระมัดระวังในการเก็งกำไรระยะสั้น
ส่วน บล.เคจีไอ และบล.พาย ที่ออกบทวิเคราะห์มาเมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ต่างก็แนะนำขาย โดย บล.เคจีไอ ให้ราคาเป้าหมายไว้แค่ 560 บาท แม้จะคาดการณ์ว่ากำไรไตรมาสสุดท้ายปี 2565 จะมีกำไร 3.9 พันล้านบาท หรือ โต 100%เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน และทำให้ทั้งปี 2565 จะมีกำไร 1.39 หมื่นล้านบาท หรือโต 129%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่มีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติที่อาจทำให้ต้องปิดโรงงานโดยไม่ได้วางแผน จนวัตถุดิบขาดแคลน ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปหาซัพพลายเออร์รายอื่น อีกทั้งความเสี่ยงจาก
เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ขณะที่ บล.พาย ให้ราคาเป้าหมาย 434 บาท เพราะเชื่อว่ามีโอกาสที่ได้รับผลกระทบจาก การเผชิญสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปี 2566
ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ ให้ราคาเป้าหมายกันที่เท่าไหร่ ดูได้จากตารางด้านล่าง