Market

`โกลเบล็ก` คาดปี 66 SET ทะลุ 1,800 จุด แรงบวก ศก. ไทย-จีน ชูลงทุน 5 กลุ่มเด่น
3 ม.ค. 2566

บล. โกลเบล็ก   ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 66 ฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ลดระดับความรุนแรงเป็นโรคประจำถิ่น ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ระดับปกติ แนะลงทุน  5 หุ้นกลุ่มเด่นในset อาทิ หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการช้อปดีมีคืน หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า  หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยว หุ้นยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน และหุ้นได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมชู 4 หุ้นเด่น mai

 

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็กจำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงแนวโน้มทิศทางการลงทุนปี 2566 ว่า ทางฝ่ายวิจัยมองกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET)  ในปี 2566 ที่ระดับ 1,616 – 1,845 จุด บนสมมติฐานอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ปี2566 เท่ากับ 108.85 เติบโต 8-9% เมื่อเทียบกับปี 2565 

 

เนื่องจากปีนี้  ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ปรับลดระดับความรุนแรงเป็นโรคประจำถิ่น ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มทยอยชะลอตัวเข้าสู่ระดับปกติ

 

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 อาทิ กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.7% ใน 4Q65 สูงกว่าระดับ 2.7% ที่เปิดเผยก่อนหน้านี้  ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนธันวาคม 2565 ดีดตัวขึ้นและสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น 

 

อีกทั้ง ประเทศจีน มีมาตรการยกเลิกกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่8 มกราคม 2566  หลังบังคับใช้มานาน 3 ปี  รวมทั้งการที่จีนผ่อนคลายมาตรการจัดการเกี่ยวกับโควิด-19 สู่ระดับ Category B จากระดับ Category A ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ขณะที่เกาะฮ่องกงประกาศเปิดพรมแดนที่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเต็มรูปแบบก่อนกลางเดือนมกราคม 2566

 

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565 ที่มีแนวโน้มใกล้เคียง 11.5 ล้านคนเมื่อรวมกับการท่องเที่ยวในประเทศ 175 ล้านคนต่อครั้ง จะทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท นับเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมในปี 2562

          

สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตา ต่อภาพรวมการลงทุนในปี2566 อาทิ การประชุมคณะกรรมการกนง.เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นโยบายรวม 6 ครั้ง ในเดือนมกราคมมีนาคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน  นอกจากนี้ ยังแนะให้จับตาประเด็นการเมือง กรณียุบหรือไม่ยุบสภา รวมไปถึงการเลือกตั้งในประเทศ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แม้ระดับความรุนแรงจะคลี่คลายแต่ก็ยังคงต้องให้ความระวัง

 

ขณะที่ปัจจัยที่ต้องจับตาในต่างประเทศ  อาทิ การกำหนดการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 8 ครั้ง ในเดือนมกราคม มีนาคมพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม กันยายน ตุลาคม และธันวาคม รวมถึงตัวเลข GDP ของสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป และจีน ส่วนปัจจัยลบนั้นมีการคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะเริ่มต้นเกิดขึ้นประมาณต้นปี 2566 ซึ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีวาระคุกรุ่นหลายคู่ ทั้งยูเครน-รัสเซีย สหรัฐ-จีน จีน-ไต้หวัน ที่อยู่ในระดับความเสี่ยงที่สูง ขณะที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมาย 

 

"โดยของไทย  คาดว่าที่ประชุมกนง.มีโอกาสทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2-3 ครั้ง จากระดับ 1.25% ณ ปลายปี 2565 สู่ระดับ 1.75% ถึง 2% ณ ปลายปี 2566 ส่วนภาคการส่งออกไทย ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงประกอบกับปี 2566 จะมีการเริ่มเก็บภาษีขายหุ้นลดสภาพคล่องของนักลงทุนด้วย"

 

ฝ่ายวิจัย จึงให้คำแนะนำ ลงทุนในหุ้น 5 กลุ่ม ได้แก่

 

1.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากมาตรการช้อปดีมีคืน ในปี 2566 ประกอบด้วย BJC, CPALL, MAKRO, CRC, COM7, SPVI, CPW, JMART, HMPRO, ZEN, M และ AU

 

 2.กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากรายได้ปรับขึ้นตามค่า FT แต่ต้นทุนเริ่มคงที่ประกอบด้วย GPSC, BGRIM และ RATCH 

 

3.หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวที่ได้รับอานิงสงค์ประเทศจีนเปิดประเทศ ประกอบด้วย MINT, CENTEL, ERW, SPA, AU และ SHR 

 

4.กลุ่มหุ้นยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย EA , TSE , SSP , SUPER และPRIME 

 

และ 5.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย EA , GPSC , BCP, OR และDELTA

 

ฝ่ายวิจัยยังได้แนะนำ “ซื้อ” 4 หุ้นเด่นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้แก่ 

1.หุ้น SPA : ทยอยขาดทุนลดลง...ลุ้นพลิกมีกำไร แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ที่ราคาเหมาะสม 10.80 บาท โดยมองว่าลุ้นพลิกมีกำไรจากการที่จีนเปิดประเทศสนับสนุนจำนวนผู้ใช้บริการที่เป็นลูกค้าชาวจีนที่นิยมใช้บริการสปามีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะที่การผ่อนคลายมาตรการจัดการโควิด-19 สนับสนุนสาขาที่เปิดดำเนินการในประเทศจีน  

 

2.หุ้น D : ฐานลูกค้าต่างชาติขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำตาม “Bloomberg Consensus”ราคาเหมาะสมที่ 8.75 บาท โดยมองว่าฐานลูกค้าต่างชาติขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2566 รายได้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565 เนื่องจากฐานลูกค้าชาวต่างชาติจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตลาดเชิงรุกสู่กลุ่มลูกค้าชาวอาหรับซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และลูกค้ากลุ่มประเทศเดิมจากโซนออสเตรเลีย อเมริกา และยุโรปฟื้นตัว และได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “Dental Hub” โดยคาดว่ากำไรปี 2566 อยู่ที่  61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%YoY

 

3.หุ้น CEYE : ธุรกิจโฆษณามีแววสดใสหนุนกำไรปี 66 เติบโตต่อเนื่อง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 7.12 บาท โดยมองว่าธุรกิจโฆษณามีแววสดใสหนุนรายได้และกำไรปี2566 ให้เติบโตต่อเนื่องจากการเติบโตของธุรกิจโฆษณาและแผนขยายงานออนไลน์โปรดักชั่นในต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ให้บริการเพียงภาพนิ่งเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์ตามการฟื้นตัวของธุรกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย  ทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ ในหลากหลายธุรกิจเริ่มกลับมาใช้จ่ายด้านโฆษณามากขึ้น ส่งผลให้ปี2566 คาดจะมีรายได้ประมาณ 398 ล้านบาท เติบโต 10%YoY และจะมีกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 64 ล้านบาท เติบโต 19%YoY

 

4.หุ้น AU  : ลุ้นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกลับสู่ระดับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยแนะนำตาม “Bloomberg Consensus” กำหนดราคาเหมาะสมที่ 13.20 บาท โดยมองว่ามีโอกาสที่สัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะกลับสู่ระดับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการปี 2566 จะเติบโตดี และยังคงมีโมเมนตัมดีต่อเนื่องไปยังปี 2566 ซึ่งคาดสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19 ที่ราว 30-40% นอกจากนี้ ในช่วง 4Q65 ถึงปี 2566 บริษัทยังมีแผนการขยายสาขาเชิงรุก อาทิ ร้าน After You ในห้างสรรพสินค้า และในรูปแบบ Pop-up Store, Standalone และ Marketplace, ร้านผลไม้“ลูกก๊อ” (แบรนด์ใหม่) ตลอดจนการขยายแฟรนไชส์ไปยังกลุ่ม CLMV รวมทั้งหมดอีกราว 30 สาขา จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 44 สาขา ทั้งนี้คาดว่าปี 2566 จะมีกำไรสุทธิ  204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65%YoY

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com