กรุงศรี กำไรสุทธิไตรมาสแรก 8.62 พันล้านบาท เติบโต 14.4% รายได้ดอกเบี้ย แม้สินเชื่อหด12% แต่ NIM สูง 4.6% ส่วนหนี้เสีย 3.34% พร้อมตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่ม เผยแนวโน้มปีนี้เน้นตั้งรับความเสี่ยงเศรษฐกอจขาลง
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 8,618 ล้านบาท เติบโต 14.4% จากไตรมาสแรกของปี 2568 (YoY) โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.61% ปรับตัวดีขึ้นจาก 4.10% ในไตรมาสแรกของปี 2568 และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรวมงบการเงินของ TIDLOR
ในไตรมาสแรกของปี 2569 เงินให้สินเชื่อรวมลดลง 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือจำนวน 22,805 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการชำระคืนเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลขณะที่อุปสงค์สำหรับสินเชื่อในประเทศอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในอาเซียนยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อขยายตัวได้ถึง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งช่วยชดเชยอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอในประเทศได้
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.34% ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมปรับตัวอยู่ที่ 240 เบสิสพอยท์ ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับ 211 เบสิสพอยท์ ในไตรมาสแรกของปี 2568 ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 132.3%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก และความเปราะบางเชิงโครงสร้างในประเทศ กอปรกับแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง กรุงศรี กรุ๊ป ยังคงสามารถส่งมอบผลประกอบการที่น่าพอใจในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนวินัยในการขับเคลื่อนกลยุทธ์หลักของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์การเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยกรุงศรีได้ดำเนินการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เชิงรุกในไตรมาส 1/2569 ซึ่งครอบคลุมการกันสำรองเพิ่มเติม
“ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาความสามารถในการแข่งขันในบางอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%” นายเคนอิจิกล่าว