Market

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET ปรับลง กังวลราคาน้ำมันพุ่งกระทบ ศก.
9 มี.ค. 2569

แนวโน้มตลาดวันนี้ (9 มี.ค.) บล.  อินโนเวสท์ เอกซ์  คาด SET ปรับลงต่อ ต้องระวัง panic sell ขายลดเสี่ยงจาก sentiment ลบหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ $100/bbl สูงสุดในรอบ 3 ปี กังวลการสู้รบยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน ส่งผลเงินเฟ้อเพิ่ม-ต้นทุนพลังงานขยับขึ้น กระทบเศรษฐกิจ-กำไร บจ. ส่วนการเมืองในประเทศการจัดสรร ครม. ลงตัว เตรียมเปิดประชุมรัฐสภาปลายสัปดาห์นี้ ทางเทคนิคดัชนีมีความผันผวนสูง แนวรับ 1355/1345 หากยืนไม่อยู่อาจหลุดลงไปต่ำกว่า low ก่อนหน้าได้ถึง 1320 แนวต้าน 1385/1395

 

ประเด็นสำคัญ

• ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสู่ระดับ US$105 ต่อบาร์เรล +44% นับแต่เกิดสงคราม วันที่ 6 มี.ค.JMIC เผยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้หยุดเกือบทั้งหมด และไม่มีการขนส่งน้ำมันผ่านช่องดังกล่าวเลย แม้ทรัมป์ได้ประกาศจะคุ้มกันเรือที่เดินทางผ่าน ระยะสั้นมองราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เป็นบวกต่อ PTTEP

 

• ปท. ในตอ. กลางเริ่มลดการผลิตน้ำมัน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงัก Kuwait Petroleum ประกาศเริ่มลดกำลังการผลิตและการกลั่นลงราว 1 แสนบาร์เรล/วัน และอาจเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ ต่อเนื่องจาก Qatar Energy ที่ประกาศการผลิต LNG ในสัปดาห์ก่อน

 

• รมว. คลังสหรัฐฯ กำลังพิจารณาถอนการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพิ่มเติม จากสัปดาห์ก่อนที่ได้ผ่อนผันให้ขายน้ำมันดิบรัสเซียที่อยู่กลางทะเลไปยังอินเดียได้เป็นเวลา 30 วัน ที่คาดว่ามีปริมาณราวร้อยล้านบาร์เรล เพื่อช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักลง

 

• BlackRock ตัดสินใจจำกัดการถอนเงินในกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคล (Private Credit Fund) หลังมีนักลงทุนแห่ทำรายการถอนคืนจำนวนมากและเกินเพดานที่กำหนดไว้ สะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถการชำระหนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอน

 

• Morgan Stanley ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียสู่ Equal Weight จาก Overweight บนความกังวลสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทาน ชะงัก และแนะนำตลาดในเอเชียตั้งรับต่อสถานการณ์นี้ เนื่องจากเอเชียมีการพึ่งพาอุปทานน้ำมันดิบและ LNG จากตะวันออกกลางในระดับสูง

 

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

ช่วงสั้นมอง SET เกิดภาวะ Extreme Risk off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ

 

1. ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน

 

2. Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)

 

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง “วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ 'Strategic Layering' โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320 -1350 /1275/1100  ใน 3 กลุ่ม ดังนี้

 

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI 

 

2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR 

 

3. หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE

 

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมองวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium  จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)

 

Top Picks 

PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบที่ล่าสุดพุ่งสู่ US$105/bbl หรือเพิ่มขึ้น 44% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ด้าน UAE และคูเวตได้ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันหลังการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักยืดเยื้อ ขณะที่มองเป็นสินทรัพย์ Hedge ความเสี่ยงสำหรับพอร์ทในช่วงนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่ 149.00 บาท

 

ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกจำกัด รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไร 1Q69 จะได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลง เป้าหมายระยะสั้นที่ 370 บาท

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com