3 โบรกเกอร์ เคาะราคาเป้าหมาย KLINIQ หุ้นน้องใหม่ไอพีโอป้ายแดง 30-34 บาท/หุ้น ชูจุดเด่นผู้นำด้านเวชกรรม และสุขภาพครบวงจรของไทย ชี้ธุรกิจอยู่ในเมกะเทรนด์ คาดกำไรปี 65 ฟื้นตัวแรง หลังโควิดคลี่คลาย และยังมี Upside จากลูกค้าต่างชาติ หลังเปิดเมืองเต็มรูปแบบ
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ ผู้นำด้านเวชกรรมและสุขภาพครบวงจรของไทย ที่กำลังจะระดมทุนในตลาด Mai ด้วยการกระจายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 60 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนภายในปีนี้ ซึ่งโบรกเกอร์หลายแห่งเริ่มออกบทวิเคราะห์ประเมินราคาตามปัจจัยพื้นฐานแล้ว
เริ่มจาก บล. พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้น KLINIQ ไว้ที่ 34 บาท ด้วยวิธี PE multiple ใช้กำไรต่อหุ้นปี 2566 ที่ 1.36 บาท กำหนดเป้าหมาย PE ปี 66 ไว้ที่ 25 เท่า อิงกับของค่าเฉลี่ยซื้อขายย้อนหลัง 5 ปี ของ บมจ. สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA)
โดยฝ่ายวิจัย มีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 65 จาก 1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น 2. การคลี่คลายโรคโควิด 19 และการเปิดประเทศทำให้อุปสงค์ที่ตกค้างจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กลับมาใช้บริการเพิ่มขึ้น และ 3. การขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่งในครึ่งหลังของปี 65 และจะเปิดเพิ่ม 9 สาขาในปี 2566 และ 8 สาขา ในปี 2567 โดยคาดว่าธุรกิจเสริมความงามขยายตัว 8% CAGR (2565-2574)
ขณะที่บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า KLINIQ มีประสบการณ์การให้บริการลูกค้ายาวนาน และมีสาขาถึง 39 สาขา ครอบคลุม 15 จังหวัดของไทย คาดว่าผลประกอบการของ KLINIQ จะกลับมาเติบโตหลังโควิดคลี่คลาย ประกอบกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมความงาม จากการขยายตัวของสังคมเมืองรวมถึง อายุค่าเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นทำให้มีความกังวลต่อภาพลักษณ์
โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2565 จะอยู่ที่ 195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และปี 2566 ที่ 275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะจากการขยายสาขา และปรับเพิ่มโปรแกรมการรักษาให้ครอบคลุมความต้องการผู้ใช้บริการ และยังมี upside จากลูกค้าต่างชาติ
ฝ่ายวิจัย ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 30 บาท อิงค่าพี/อี ปี 2566 ที่ 23.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย กลุ่ม รพ. ที่พี/อี 29 เท่า เพราะมองว่า KLINIQ ให้บริการเฉพาะในกลุ่ม เกี่ยวกับศัลยกรรมความงาม และสุขภาพ เท่านั้น
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินราคาเหมาะสมในปี 2566 ไว้ที่ 30.50 บาท โดยคาดว่าปัจจัยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนทิศทางรายได้ของ KLINIQ อยู่ที่ 1.การฟื้นตัวของการเข้ามาใช้บริการคลินิก หลังโควิดคลี่คลาย 2.การเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง คาดตั้งสาขาคลินิกใหม่ปี 2565–2566 ที่ 9 สาขา/ปี 3.การเปิดให้บริการศูนย์ศัลกรรมในปี 2565 (ซึ่งปัจจุบันมี 1 สาขา ที่ สยามสแควร์) จะส่งผลบวกรายได้ต่อหัวโดยรวมจากเคส ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ประเมินว่ากำไรสุทธิในช่วงปี 2565 จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแข็งแกร่ง มาอยู่ที่ระดับ 198.77ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.78% และปี 2566 ที่ระดับ 280.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.23%