แนวโน้มตลาดวันนี้ (29 มิ.ย.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET แกว่งตัวลง โดยคาดยังมีแรงกดดันในหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กฯ ตามการปรับลงของหุ้น Tech สหรัฐฯ ขณะที่ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านผันผวน หลังสลับมาตกลงยุติการตอบโต้ชั่วคราวเพื่อเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาปลายสัปดาห์นี้ ส่วนประเด็นติดตามวันนี้ สภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 เป็นวันแรก ทางเทคนิคดัชนีปรับลงถึงกรอบล่าง uptrend อีกครั้งหากหลุดลงมาจะเป็นสัญญาณลบ
ประเด็นสำคัญ
• เช้านี้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว US$73/bbl จากกังวลการโจมตีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ล่าสุดทั้งสองฝ่ายตกลงยุติการตอบโต้กันก่อนเริ่มเจรจาสันติภาพในสัปดาห์นี้ ซึ่งช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดระยะสั้นและช่วยจำกัด Upside ของราคาน้ำมันดิบในระยะกลาง
• รมว. การท่องเที่ยวและกีฬาเผยกระทรวงเตรียมของบประมาณกลางของปี 2570 ราว 3 พันลบ. เพื่อนำมาดำเนินโครงการ Co-Payment ผ่านโครงการเที่ยวช่วยไทยพลัส จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ โดยในรายละเอียดจะมีการพิจารณาอีกครั้ง และคาดจะเริ่มได้ใน 4Q69 มองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว
• กระทรวงการคลังเผยเตรียมเดินหน้าใช้เงินกู้แก้วิกฤตพลังงานปี 2569 โดยจะผลักดัน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ลดใช้น้ำมันและถ่านหินเปลี่ยนมาติดโซลาร์เซลล์, หนุนใช้รถ EV พร้อมเพิ่มสถานีชาร์จ และยกระดับแรงงานรองรับกรีนเทค ระยะยาวมองบวกต่อกลุ่มนิคมและกลุ่มพลังงานสะอาด
• ธปท. เตรียมเปิดเฮียริ่ง Thai Baht Stablecoin โดยคาดจะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทำธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วน ควบธุรกิจคาร์บอนเครดิต หนุนเป้าหมายกรีนอีโคโนมีและคาดเริ่มใช้ได้ภายในปีนี้ มองบวกต่อกลุ่มธนาคารที่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบล็อกเชน ยกระดับรายได้รูปแบบใหม่
• กกพ. ประกาศรับซื้อไฟฟ้า Solar Rooftop จากประชาชนรวมไม่เกิน 500MW (มิเตอร์ละไม่เกิน 5kW ที่ 2.20 บาท/หน่วย) เป็นเวลา 10 ปี โดย กฟน. และ กฟภ. จะเปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. นี้ มองเป็น Sentiment บวกต่อผู้จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (HMPRO GLOBAL GUNKUL)
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ผันผวนในกรอบ โดยแม้คาดถูกกดดันจากแรงปรับพอร์ตหุ้น DELTA, Window Dressing ปลาย มิ.ย. รวมทั้งกังวลดอกเบี้ยเฟดและความตึงเครียดตะวันออกกลาง แต่ยังหวังแรงหนุนจาก Sector Rotation กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 4 ธีม เทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น High Dividend แบ่งเป็น 1) ระยะสั้นเน้นดักเงินปันผลระหว่างกาลงวด 1H26 ที่คาดว่าจะให้ Div. Interim Yield > 2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และ 2) ระยะยาวเน้นสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน โดยพื้นฐานดี มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปี, คาดให้ Div. Yield > 5% ต่อปี และ Valuation ไม่แพง ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT
2. หุ้น New Normal ได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว โดยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานทางเลือกและดิจิทัล (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคม (WHA AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)
3. หุ้นเด่น 3Q26 ที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร ได้แก่ CENTEL CPN GULF HANA WHA
Trading Idea: 1) Weak Baht Play ซึ่งได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนตามนโยบายการเงินของเฟดที่ตึงตัว ได้แก่ กลุ่มส่งออกอาหาร (TU ITC) อิเล็กทรอนิกส์ (HANA KCE) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT MINT) 2) El Niño Play หุ้นที่ได้อานิสงส์จากสภาพอากาศร้อนหนุนยอดขาย ได้แก่ กลุ่มจำหน่ายเครื่องดื่ม (CBG OSP ICHI) และกลุ่มจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น (HMPRO GLOBAL) 3) Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและ Bond Yield ทรงตัวสูง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB) กลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI) และ 4) Laggard Play เน้นหุ้น Big-cap ที่คาดได้อานิสงส์จาก Sector Rotation และ Short Covering ได้แก่ BDMS MINT HMPRO BEM CPALL TIDLOR MTC
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,525-1,570 จุด โดยตลาดมีแนวโน้มจะเผชิญแรงกดดันจากการปรับสัดส่วนลงทุนใน DELTA ของกองทุนอิงดัชนี และการทำ Window Dressing ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ผสานกับปัจจัยต่างประเทศจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้นและความกังวลเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว อย่างไรก็ดี ยังคาดหวังมีแรงซื้อช่วยพยุงจากการทำ Sector Rotation ในกลุ่มหุ้น Laggard /Defensive/มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ขณะที่ในประเทศยังมีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 และการเปิดตัวโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐและดึงดูดเม็ดเงิน FDI กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Top Picks
AOT: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันปรับลงนับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง คาดกำไรจะมีในแนวโน้มขาขึ้นใน 4QFY69 และจะโตก้าวกระโดด 57% ในปี FY2570 จากการปรับขึ้นค่า PSC ขาออกระหว่างประเทศ ขณะที่แผนขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารหนุนการเติบโตระยะยาว เป้าหมายระยะสั้นที่ 63.50 บาท
BCH: มองราคาหุ้น Laggard ทำให้คาดได้อานิสงส์จากการทำ Sector Rotation ในตลาดหุ้นไทย อีกทั้งผลประกอบการคาดทำจุดต่ำสุดใน 2Q69 และพลิกฟื้นตัวใน 2H69 และคาดมี Upside จากการปรับขึ้นอัตราจ่ายเงินประกันสังคมใน 4Q69 เป้าหมายระยะสั้นที่ 10.20 บาท