แนวโน้มตลาดวันนี้ (3 ก.พ.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดมีโอกาสรีบาวด์ หลังพักฐานเป็นวันที่ 3 การลงมาใกล้บริเวณ 1300 เริ่มเห็นสัญญาณซื้อกลับ ตลาดไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวดีกว่าภูมิภาคต่อ ส่วนปัจจัยภายนอก อิหร่านเปิดทางเจรจามากขึ้นลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ด้านความกังวลต่อ Kevin Warsh ว่าที่ประธานเฟด แม้ส่งผลต่อตลาดเอเชียที่เคยมีเงินไหลเข้าสูงในช่วงก่อนหน้านี้อย่าง เกาหลีใต้และไต้หวัน แต่คาดผลกระทบต่อไทยจำกัดที่สัดส่วนต่างชาติยังต่ำ ทางเทคนิค พักตัวไม่หลุดต่ำกว่า 1310/1300 ยังแกว่งตัวทางขึ้น
ประเด็นสำคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงเกือบ 5% ลงแรงสุดในรอบกว่า 6 เดือน หลังตลาดคลายกังวลความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน จากสัญญาณเปิดเจรจานิวเคลียร์และยกเลิกซ้อมรบช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ OPEC+ มีมติคงกำลังผลิตเดือนมี.ค.ตามคาด เป็น Sentiment ลบกลุ่มพลังงานขั้นต้น
• การขอรับส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 1.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 146%YoY กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนลงทุน 28,332 ล้านบาท (+57%) เน้น HEV ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์ลงทุน 24,318 ล้านบาท (+121%) ส่วนกลุ่มดิจิทัลเพิ่มเป็นกว่า 7,600 ล้านบาท จาก 42 ล้านบาท เป็นบวกกับนิคมอุตสาหกรรม WHA AMATA
• TDRI วิเคราะห์นโยบาย 5 พรรคใหญ่จากเอกสารยื่น กกต. พบวงเงินดำเนินนโยบายรวม 1.5–7.4 แสนลบ./ปี ชี้หลายพรรคประเมินต้นทุนต่ำ/หวังรายได้-PPP เกินจริง เสี่ยงงบ “บานปลาย” ทำยากทางปฏิบัติ
• ปธน. ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐและอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว โดยสหรัฐจะเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินเดียจากเดิม 25% ลดลงเหลือ 18% ขณะที่อินเดียจะเก็บภาษี 0% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มองส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะสินค้าที่ไทยและอินเดียผลิตส่งออกเหมือนกัน ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม และ อัญมณี
• ไฟล์ทมาสเตอร์รายงานว่านับจากกลาง ม.ค. 69 ชาวจีนมีการจองตั๋วเครื่องบินในช่วงเทศกาลตรุษจีนทะลุ 4.13 ล้านเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 21%YoY โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว AOT CENTEL ERW MINT
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300–1,380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow, เงินเฟ้อ ม.ค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.2% และการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินชอง ECB และ BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ตลาดคาดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
CENTEL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากตัวเลขชาวจีนจองตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีนที่เพิ่มขึ้น 21%YoY โดยไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่ 4Q68 คาดกำไรปกติดีขึ้น QoQ ส่วนปี 2569 คาดกำไรโต 16%YoY พลิกจากที่ลดลง 6%YoY ในปี 2568 แรงหนุนจากการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทย เป้าหมายระยะสั้น 36.50 บาท
OR: ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ในตลาดโลกที่ปรับลงแรงช่วยหนุนให้ค่าการตลาดดีขึ้น อีกทั้งยังมีมุมมองบวกต่อแผนการเติบโตต่อเนื่องและการมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่ Valuation น่าสนใจที่ PBV 1.3 เท่า และ EV/EBITDA 5.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2.3 เท่า และ 12.8 เท่า) มาก เป้าหมายระยะสั้น 13.70 บาท