บล.เอเชียพลัส ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 1ปี 66 คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,590 - 1,700 จุด ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ การเติบโตของกำไรบริษัทฯ Fund Flow ที่มีแนวโน้มไหลเข้าและความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจใหม่เมื่อใกล้เข้าสู่เลือกตั้ง กลยุทธ์แนะนำกับ 3 ธีมเด่น) Domestic Consumption:STEC, COM7, GULF 2) China Play: AOT 3) Dividend Play: AP, ASK
คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส1/66 ตลาดหุ้น
ไทยจะอยู่ในช่วงการปรับขึ้น โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน 1) ภาพรวมเศรษฐกิจไทยถือว่าเติบโตโดดเด่นคาดขยายตัว 3.8% มากกว่าเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวเพียง 2.6% โดยมีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังจากจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 2) กำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2566 คาดอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 99.2 บาท/หุ้น เติบโต 6% 3) ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้าจากค่าเงินบาทเสถียรภาพของเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ตามดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และ 4) ความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายใหม่ๆ ช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจากสถิติในอดีตนับจาก 2544-2562 พบว่าก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน ดัชนีตลาด ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 3.9%
อย่างไรก็ตามยังมี 4 ปัจจัยกดดัน 1) ความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย เป็นปัจจัยเชิงลบต่อตลาดหุ้นภูมิภาครวมถึงบ้านเรา 2) การขึ้นดอกเบี้ยฯ ของ กนง. ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแคบลง โดยฝ่ายวิจัยฯ คาด กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ ในปีนี้ไม่เกิน 2 ครั้งจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% 3) การเก็บภาษีขายหุ้นที่คาดว่าจะบังคับใช้ในช่วงต้น ไตรมาส2/66 จะกระทบต่อทิศทางตลาดช่วงปรับสมดุลโดยเฉพาะช่วงก่อนเก็บภาษีจริง และ 4) ความผันผวนของ DELTA ที่อาจกลับมาสร้างแรงกดดันต่อตลาด ซึ่งทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น Delta 1% กระทบ SET Index 0.85 จุด
จากปัจจัยข้างต้นทำให้ ประเมินในช่วงไตรมาส 1/66 ปรับขึ้นได้โดยประเมินเป้าหมายดัชนี บนสมมติฐาน
Market Earning Yield Gap ที่ 4.2% EPS ที่ 992 บาท/หุ้น และคาดดอกเบี้ยฯ ปีนี้อยู่ที่ระดับ 1.50% - 1.75% จะทำ
ให้เป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,677-1,740 จุด หากดัชนี ขึ้นเกินระดับดังกล่าว ต้องระวังขายทำกำไร
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนแนะนําหุ้นกำไรมีแนวโน้มเติบโตที่กระจายบน 3 ธีมเด่น ประกอบด้วย
- กลุ่ม Domestic Consumption ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านมาตการเยียวยาเป็นการลงทุนภาครัฐเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แนะนำ STEC GULF COM7
- กลุ่ม China Play คาดหวังนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยได้เร็วและหนาแน่นกว่าคาด หลังจากนักท่องเที่ยวไม่ต้องกักตัวเวลาเดินทางออกนอกประเทศ แนะนำ AOT
- กลุ่ม Dividend Play หุ้นปันผลมักขึ้นได้ดีในช่วงไตรมาสที่ 1 โดยช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (ไม่นับปี 2020 เกิดเหตุการณ์โควิด) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.2% สูงกว่าดัชนี ที่ 5.2% แนะนำ AP, ASK
ส่วน กลยุทธ์การลงทุนหุ้นต่างประเทศ บล เอเซีย พลัส ประเมินว่ายังมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วแต่จะทรงตัวในระดับสูงอีกระยะ อีกทั้งเรื่องเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาสแรกนี้ปัจจัยดังกล่าวก็สะท้อนไปในราคาแล้วบางส่วน
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมองว่าเศรษฐกิจจีนเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การยกเลิกมาตการ Zero Covid เร็วกว่าที่คาด ทำให้ IMF และนักวิเคราะห์ ต่างปรับประมาณการณ์จีน GDP จีนอยู่ที่ 4.9%และ 5.3% ในปี 2023 และ 2024 อีกทั้งมาตการช่วยเหลือกลุ่มอสังหาฯ ที่เป็นเหมือนฟองสบู่ลูกใหญ่ในจีน รวมไปถึงความโปร่งใสที่ดีขึ้นจากการตรวจสอบบัญชี จากผู้ตรวจสอบนอกประเทศจีน ทำให้หุ้นที่อยู่ในธีมเปิดเมือง กลุ่มอสังหาฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีผลตอบแทนที่โดดเด่นและน่าลงทุนที่สุดในไตรมาสนี้
ในส่วนของสหรัฐถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วแต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของ FED ที่ 2% อยู่มาก
ซึ่งยังคงต้องจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจที่จะกระทบเงินเฟ้ออย่างตัวเลขการจ้างงานและค่าแรง โดยมองตราสารหนี้โดด
เด่น ตามด้วยกลุ่ม Defensive อย่าง Utilities, Consumer Staples โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare