แนวโน้มตลาดวันนี้ (24 ก.ค.) บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET ปรับลง ราคาน้ำมัน-Bond Yield พุ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ แม้หนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ ปิโตรฯ ประกันฯ แต่ Sentiment โดยรวมที่เป็นลบ รวมทั้งแรงขายลดความเสี่ยงเนื่องจากตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีวันหยุดคั่น ซึ่งจะกดดันตลาดมากกว่า วันนี้ติดตามตัวเลขส่งออก-นําเข้า มิ.ย. ของไทย การรายงานงบฯ 2Q69 ของ DELTA รวมทั้งการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 หลังมาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันนี้ ทางเทคนิคหากดัชนีหลุดเส้น 10 วัน มีโอกาสลงต่อ
ประเด็นสําคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุ US$100/bbl สูงสุดตั้งแต่ พ.ค. จากกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นหลังกลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯในทะเลแดง กระตุ้นให้เกิดความกังวลเงินเฟ้อและกดดันให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯอายุ 10 ปีปรับขึ้น 4.7% สูงสุดนับตั้งแต่ปี68 ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ(PTTEP) และปิโตรเคมี(PTTGC IVL) รวมทั้งกลุ่มประกันชีวิต ชีวิต (BLA TLI)
• สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 10%-12.5% กับ 60 ประเทศ (ไทย เวียดนาม จีน ถูกเก็บ 12.5%) โดยอ้างเหตุผลล้มเหลวในการป้องกันแรงงานบังคับ เริ่มมีผลตั้งแต่ 00.01 น. ของวันนี้เป็นต้นไป เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราวเดิมที่ 10% ตามมาตรา 122 เดิมที่จะหมดอายุลง มองเป็นกลางต่อกลุ่มส่งออก (TU ITC DELTA HANA KCE) เนื่องจากอัตราภาษีใหม่ใกล้เคียงระดับเดิม
• ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ตามตลาดคาด พร้อมจับตาการสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ทั้งนี้ตลาดปรับมุมมองคาด ECB และ BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งปีนี้ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ระยะสั้นมองลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Anti-Oil
• กกพ. เห็นชอบคงค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาท/หน่วย โดยจะใช้เงิน Claw Back 1.61 หมื่นลบ. เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า ระยะสั้นมองเป็นกลางต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ส่วน กบง. เห็นชอบลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นทุกชนิด 2.40 บาท/ลิตร ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.–15 ส.ค. 69 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและลดภาระกองทุนน้ำมัน ระยะสั้นมองลบต่อกลุ่มโรงกลั่น (BCP TOP SPRC)
• BOI เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1H69 ที่ 1.47 ล้านลบ. เพิ่มขึ้น 37%YoY ส่วนมูลค่า FDI ที่ 1.37 ล้านลบ. เพิ่มขึ้น 80%YoY สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มองบวกต่อกลุ่มนิคม (AMATA WHA)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัว โดยแม้มีแรงหนุนจากคลายกังวลการใช้นโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางหลัก หลังเงินเฟ้อทั่วโลก มิ.ย. ชะลอตัวลงต่ำกว่าคาด รวมทั้งอานิสงส์จากนโยบายการคลังเชิงรุกของไทยและการเก็งกำไรในช่วงประกาศงบ 2Q69 ของ บจ. แต่ยังมีปัจจัย Overhang ที่ต้องติดตามทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันให้เกิดปัญหา Supply Shortage, ความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีโลก รวมทั้งการเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 หลังอัตราภาษี 10% ตาม Section 122 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. นี้ กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
ADVANC: มองได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามตะวันออกกลาง ส่วนผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดกำไรปกติ 2Q69 จะเพิ่มขึ้น 24%YoY และ 1%QoQ จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB และการควบคุมค่าใช้จ่าย และคาดจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 8.7 บาท/หุ้น คิดเป็น 2.3% เป้าหมายระยะสั้นที่ 380 บาท
TU: คลาย Overhang หลัง USTR ประกาศอัตราภาษีศุลกากร Section 301 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถแข่งขันได้ คาดกำไรสุทธิ 2Q69 จะทรงตัว YoY และ 12%QoQ และคาดเติบโตต่อเนื่องใน 2H69 จากต้นทุนที่กลับสู่ระดับปกติ, บาทอ่อนค่า และมี Upside จากการคืนเงินจากภาษีสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า เป้าหมายระยะสั้นที่ 12.70 บาท