ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จำนวน12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 สะท้อนศักยภาพการดำเนินงานจากทั้งธุรกิจสินเชื่อหลัก และแรงหนุนจากธุรกิจ Wealth และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ รักษา Coverage Ratio ระดับสูง เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าปรับตัว รับมือแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสที่ 1/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เทียบกับไตรมาส 1/2568 สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับร้อยละ 2.48 ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงป้องกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตร้อยละ 13.9 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ
ธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.9จาก ร้อยละ 40.4 โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ธนาคารยังคงลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารรักษาระดับ NPL Ratio ที่ร้อยละ 2.93 เทียบกับร้อยละ 2.90 ณ สิ้นปี 2568 พร้อมบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 1.15 และรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 204.7 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต รวมถึงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 จากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และรายได้จากเงินลงทุนตามสภาวะตลาดและเงินปันผล เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล
ณ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 18.60 และเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 20.54ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ร้อยละ 10.8