บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์ มองบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ หลัง กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 1.25% มองกลุ่มธนาคารหลักขนาดใหญ่ ได้ประโยชน์ ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารที่ OVERWEIGHT โดยเลือก SCB และ BBL เป็นหุ้นเด่น
ในบทวิเคราะห์ ระบุว่า การที่ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 1.25% โดยมีผลทันที ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สามแล้ว และคาดว่า ธปท. น่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกในปี 2566 โดย ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการขับเคลื่อนของภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2566
ทั้งนี้ ธปท. คาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัว 3.2% และปีหน้าจะขยายตัว 3.7% 2023 (จากเดิมที่คาด 3.3% และ 3.8% ตามลำดับ) ในขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อาจจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงก่อนที่จะปรับลงสู่เป้าหมายของนโยบายการเงิน ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 6.3% ในปี 2022 และจะลดลงมาอยู่ที่ 3.0% ในปี2023 (จากเดิมที่คาด 6.3% และ 2.6% ตามลำดับ) ดังนั้น ธปท. จึงเชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบัน
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% รอบนี้เป็นไปตามที่เราและตลาดประเมิน สำหรับในระยะต่อไป คาดว่าธปท. จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในการประชุม กนง. นัดหน้าในวันที่ 25 มกราคม 2566 และคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยกรณีมากที่สุดสามครั้งรวม 0.75% ในปี 2566 เรามองว่าธปท. ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยแรงถึงครั้งละ 0.50% เพราะมีโอกาสน้อยที่จะเกิดเงินเฟ้อระลอกสองท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาเชื้อเพลิงที่ลดลง
เราคาดว่าธนาคารต่าง ๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ M-rate ตามการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบล่าสุดของธปท. ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้ ดังนั้นเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารต่าง ๆ จึงน่าจะเพิ่มขึ้นได้ใน/ไตรมาส 4/65 และภาพทั้งปีในปี 2566 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวขึ้นอย่างดีต่อเนื่องท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของดอกเบี้ยนโยบาย เราประเมินว่ากลุ่มธนาคารหลักขนาดใหญ่ ซึ่งได้แก่ KTB, KBANK, SCB และ BBL จะได้อานิสงส์มากที่สุดเมื่อพิจารณาจากพอร์ตสินเชื่อ และโครงสร้างเงินฝาก เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารที่ OVERWEIGHT โดยเลือก SCB และ BBL เป็นหุ้นเด่น ให้ราคาเป้าหมาย SCB ไว้ที่ 155 บาท ส่วน BBL ให้ไว้ที่ 180 บาท