แนวโน้มตลาดวันนี้ (2 ก.พ.) บล. อินโนเวสท์เม้นท์ เอกซ์ คาดตลาดมีโอกาสพักตัว ขณะที่ผลประกอบการในสัปดาห์นี้หลักๆเป็น ADVANC ที่คาดว่าจะออกมาดีโต YoY มีโอกาสหนุนจิตวิทยาตลาดรวม ส่วนปัจจัยภายนอก สหรัฐ-อิหร่านมีสัญญาณเปิดทางเจรจามากขึ้นลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่อาจกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนประเด็นการปิดหน่วยงานราชการบางส่วน คาดว่าสภาผู้แทนสหรัฐจะพิจารณากม.ในสัปดาห์นี้ ทางเทคนิค ระยะสั้นหากพักสั้นไม่ควรหลุดต่ำกว่า 1320/1310ไม่หลุดพักสั้น แนวต้าน 1332/1340 ยืนได้เป็นบวก
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แทนที่ Jerome Powell ที่จะครบวาระ พ.ค. นี้ ซึ่งตลาดมองเป็นสาย Hawkish ที่ไม่สนับสนุน QE แต่อาจลดดอกเบี้ย ทำให้ Bond yield และค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้น มองเป็นบวกสั้นต่อหุ้นส่งออก DELTA HANA KCE แต่กดดันให้เกิดแรงขายทองจากดอลลาร์แข็ง
• ปธน. ทรัมป์เผยสหรัฐ–อิหร่านเริ่มเจรจาอย่างจริงจัง ย้ำดีลต้องจบที่อิหร่านไร้อาวุธนิวเคลียร์ พร้อมส่งกองเรือกดดัน ขณะที่ ปธน. อิหร่านยืนยันยึดแนวทางการทูต ไม่ต้องการทำสงคราม แม้ปฏิเสธเงื่อนไขหลักสหรัฐ ลดความร้อนแรงจากสัปดาห์ก่อน เป็น Sentiment ลบต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและหุ้นพลังงาน PTTEP PTT
• คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีมติลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันดีเซล 0.50 บาท/ลิตร เป็นครั้งที่ 3 ใน ม.ค. รวมลดแล้ว 1.80 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีก หลังเสี่ยงอุปทานโลกสะดุดจากความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ขณะฐานะกองทุน ณ 25 ม.ค. ติดลบ 428 ลบ. ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อค่าการตลาด มองเป็นบวกระยะสั้นต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน OR PTG
• รัฐบาลสหรัฐเริ่มชัตดาวน์บางส่วนหลังสภาฯยังไม่อนุมัติงบทันเส้นตาย แม้วุฒิสภาผ่านร่างแล้ว คาดผลกระทบจำกัด เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาหลังกลับมามีประชุมอีกครั้งในวันนี้
• ธปท. ระบุไทยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเฝ้าระวังค่าเงินจากเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.8% ต่อ GDP แต่ไม่กระทบเสถียรภาพเงินบาทหรือตลาด และไม่เป็นอุปสรรคการเจรจาภาษีกับสหรัฐ พร้อมย้ำไทยมีโอกาสถูกจัดเป็น currency manipulator ต่ำมาก
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ ติดตามทิศทาง Fund Flow และการประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300–1,380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow, เงินเฟ้อ ม.ค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.2% และการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินชอง ECB และ BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ตลาดคาดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily Top Picks
CPALL: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากแนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 คาดจะออกมาดีที่สุดในกลุ่มที่ราว 7 พันลบ. เติบโต 1%YoY และ 8%QoQ ขณะที่ SSS เริ่มฟื้นตัว คาดกำไร 1Q69 เติบโตต่อได้ทั้ง QoQ และ YoY ส่วน Valuation ไม่แพง PER 69F อยู่ที่ 12 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม ทั้งที่การเติบโตเด่นกว่า เป้าหมายระยะสั้น 44.50 บาท
KCE: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากค่าเงินบาทอ่อนค่าและราคาทองแดงกลับมาลดลงแรง โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท/US$ คาดจะหนุนกำไรปกติเพิ่มขึ้น 7.8% ส่วนราคาทองแดง (18% ของต้นทุนรวม) ที่ลดลงทุก US$1,000/ตัน คาดจะหนุนกำไรปกติเพิ่มขึ้น 17.5% ราคาเป้าหมายระยะสั้น 19.30 บาท