ช่วงนี้กระแสการขายหุ้นไอพีโอ กำลังคึกคักหลายบริษัท กำลังเดินหน้าจ่อคิวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตลาด Mai เพื่อระดมทุนนำเงินไปขยายกิจการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค ซิสเต็ม จำกัด(มหาชน) หรือ ITNS หนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยเป็นผู้ออกแบบ และติดตั้งระบบเครือข่าย และระบบสื่อสารอย่างครบวงจร (System Integrator) ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ITNS เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO จำนวน 70 ล้านหุ้น และการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน(Greenshoe) อีกจำนวน 10 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3.89 บาท ซึ่งเพิ่งปิดการจองซื้อไปเมื่อ 18 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างคึกคัก จนจำนวนหุ้นไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งหุ้น ITNS จะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Mai ในวันที่ 25 ตุลาคมที่จะถึงนี้
CLUBHOON.COM ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสมชาย อ่วมกระทุ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITNS ถึงเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจจองซื้อหุ้น และร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความสำเร็จของ ITNS
คุณสมชาย เล่าว่า ITNS จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 โดยคุณนาตยา นันทวนิช ในขณะที่ตัวคุณสมชายตอนนั้น เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย งานระบบโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ AIT หรือ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) มาก่อน ซึ่งถือเป็นนักขายมือทอง เคยทำยอดขายปีละหลัก 1,000 ล้านบาท
และเมื่อปี 2554 คุณนาตยา ได้ชักชวนคุณสมชาย ให้เข้ามาทำธุรกิจร่วมกัน ก่อนจะมาร่วมหัวจมท้าย และมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ITNS จนถึงทุกวันนี้
จุดแข็งของ ITNS คือ การเป็นหนึ่งในคู่ค้าระดับ Gold Certified Partner ของ CISCO ซึ่งเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ IT ระดับโลก และยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับคู่ค้ารายอื่นที่มีความหลากหลายและมีชื่อเสียงระดับสากล
ประกอบกับ ผู้บริหาร และมีงานที่มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม System Integrator มานานเกือบ 20 ปี
ขณะที่โอกาสเติบโตทางธุรกิจในอนาคตยังสดใส ซึ่งภาพรวมธุรกิจ System Integrator จากข้อมูล ปี 2564 มีมูลค่าตลาดประมาณ 8 หมื่นกว่าล้าน ซึ่ง 17 บริษัท ที่เป็นคู่ค้าระดับ Gold Certified Partner ของ CISCO ในประเทศไทย มีส่วนแบ่งการตลาด หรือ มาเก็ตแชร์ ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งตลาด
โดยที่ ITNS อยู่ในอันดับที่ 14 มียอดขาย 370 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 1% ซึ่งเหตุผลที่มาเก็ตแชร์น้อย เพราะติดปัญหาเรื่องเงินทุนในการทำธุรกิจ และที่ผ่านมาการกู้แบงก์เพื่อมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนก็มีเงื่อนไขที่เข้มงวด จนไม่สามารถรับงานโครงการระยะยาวได้
การระดมทุน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Mai จึงถือเป็นก้าวสำคัญ เหมือนการติดปีกทางธุรกิจให้กับ ITNS และสร้างโอกาสการเติบโตของบริษัทในอนาคต เพราะจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรองรับงานโครงการได้มากขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มให้บริษัทสามารถเติบโตได้อีกมาก ซึ่งถือจะเป็นจุดเปลี่ยนทางธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
คุณสมชาย บอกว่า ในอดีตสมัยทำงาน AIT เคยทำยอดขายได้ปีละหลัก 1,000 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อเรามีความพร้อมด้านเงินทุน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำยอดขายให้เทียบเท่ากับที่เคยทำได้เหมือนในอดีต
โดยเราตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะก้าวขึ้นมาติดอันดับท็อปเท็น จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับที่ 14 ซึ่งหากติดท็อปเท็น มาเก็ตแชร์ของเราก็ยังไม่ถึง 5%ของมูลค่ารวมของธุรกิจ System Integrator
สำหรับเงินทุนที่ได้จากการระดมทุนจำนวน 272.3 ล้านบาท (กรณีไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) หรือ 311.2 ล้านบาท (กรณีมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) บริษัทมีแผนจะนำ ไปใช้ดังนี้
1.ใช้เป็นเงินลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ จำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้เจรจาไว้บ้างแล้ว
2.ใช้ในการขยายธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ จำนวน 60 ล้านบาท
3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ จำนวน 153.98 ล้านบาท
ซึ่งปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของ ITNS โดยหลักมาจากรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ 73.47% มาจากรายได้จากการให้บริการซ่อมแซม และบำรุงรักษาอุปกรณ์ 24.91% มาจากการให้เช่าอุปกรณ์ 1.3% เท่านั้น
เดิมรายได้จากการให้เช่าอุปกรณ์ เราเคยทำได้ถึง 10%ของรายได้รวม แต่ปัจจุบันที่ลดลง เพราะติดปัญหาเรื่องเงินทุน เมื่ออุปสรรคเรื่องเงินทุนหมดไป เราก็พร้อมจะเดินหน้าลุย เพราะมองว่าตลาดมันกว้าง และใหญ่ ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กร หันมานิยมการเช่าอุปกรณ์ มากกว่าการซื้ออุปกรณ์มาเป็นทรัพย์สินของบริษัท จึงมองว่าธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยจะเจาะไปที่กลุ่มลูกค้าเดิม ที่มีอยู่ประมาณ 200 ราย ซึ่งจะซื้ออุปกรณ์ใหม่จากเรา ปีๆ เกือบ 20 ราย ซึ่งลูปของมันก็จะวนไปเรื่อยๆ 3-5 ปีก็ต้องเปลี่ยน
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ ITNS นอกจากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เแต่ละองค์กร ต้องมีการพัฒนา และปรับปรุงระบบ IT และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ IT
ความปลอดภัยทางด้าน Cyber Security ที่องค์กรต่างจัดเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ ไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะแบงก์ ที่ต้องใช้ระบบป้องกันเข้มงวดสูงสุด เพื่อป้องการการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งตอนนี้แบงก์ชาติ จะบังคับให้แบงก์ จัดทำ ศูนย์ปฎิบัติการความมั่นคงปลอดภัย หรือ Security Oporation Center หรือ การตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่าย และระบบสารสนเทศต่างๆ ขององค์กร และตรวจสอบเมื่อมีการเข้าถึงที่ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโอกาสของเราเช่นกัน
ปัจจุบัน ITNS มีลูกค้ารายสำคัญ เช่น ธอส. ที่บริษัทวางระบบการสื่อสาร และระบบดาต้าทั้งหมด รวมทั้งระบบซีเคียวริตี้ สถานีโทรทัศน์ TPBS ซึ่งก็เป็นลูกค้าหลักของเรา เริ่มทำตั้งแต่วางระบบเกตเวย์ จนไปถึงการออกอากาศ และรวมทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนเอกชนมีบริษัทในเครือ SVI โดยแบ่งสัดส่วนลูกค้า เป็นภาคเอกชน 55% ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 45% ซึ่งเราพยายามรักษาสัดส่วนฐานลูกค้าให้ใกล้เคียงกับระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การมีคอนเน็กชั่นดีกับซัพพลายเออร์ ก็เป็นอีกจุดแข็งของเรา ช่วงวิกฤติโควิด ชิพขาดตลาด แต่ ITNS ไม่มีปัญหา ซัพพลายเออร์ สามารถหาอุปกรณ์ให้เราส่งให้ลูกค้าได้
ทำให้ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา แทบจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ในปี 63 มีรายได้รวม 375 ล้านบาท กำไร 28 ล้านบาท ปี 64 ก็ใกล้เคียงกันรายได้รวม 370 ล้านบาท กำไร 32 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกปี 65 ปิดยอดขายได้ถึง 175 ล้าน และมีกำไร 22 ล้าน
และในงวดครึ่งหลังปี 65 รายได้มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีงานที่รอรับรู้รายได้ หรือ Backlog อีก 500 กว่าล้าน ซึ่งจะรับรู้รายได้ถึงสิ้นปีนี้ ประมาณ 370 ล้าน ดังนั้น ทั้งปี 65 รายได้น่าจะโตกว่าปี 64 ค่อนข้างมาก ส่วนตัวเลขกำไรจะเป็นเท่าไหร่คงต้องไปประเมินกันเอง
ส่วนคาดหวังราคาหุ้นที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Mai อย่างไรนั้น คุณสมชาย บอกว่า " ผมในฐานะคนทำธุรกิจ ไม่ใช่นักเล่นหุ้น ผมก็ตั้งใจอย่างเดียวว่าจะทำธุรกิจให้ดี ผมมีเป้าหมายการทำธุรกิจที่ชัดเจน ว่าเราจะก้าวไปข้างหน้า ฉะนั้นตลาดหุ้นน่าจะให้การตอบรับ แต่ก็ยอมรับว่าช่วงนี้ตลาดหุ้นมีความผันผวน ถ้าถือลงทุนหุ้น ITNS ในระยะยาว ผมมั่นใจว่าตลาดน่าจะตอบรับได้ดี ถ้ามองในแง่พื้นฐาน และแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคตของเรา"
ที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ ถึงแนวคิดการทำธุรกิจของ คุณสมชาย แล้ว นักลงทุนจะเชื่อมั่นต่อธุรกิจของ ITNS มากน้อยแค่ไหน คงต้องให้เป็นเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพื่อสะท้อนราคาหุ้นในอนาคต