ตลาดหลักทรัพย์ มองหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จับตาราคาน้ำมันพุ่งแรง อย่างใกล้ชิด หวั่นกระทบกำไร บจ. - เศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ปัจจัยในประเทศยังดีทั้งมีรัฐบาลใหม่ รัฐจ่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ที่สำคัญ บจ. ยังซื้อหุ้นคืน - ผลตอบแทนเงินปันผลแกร่ง หนุนพยุงตลาดไทย ล่าสุด SET ยังบวก 8.5% สูงสุดอันดับ 3 ของโลกและต่างชาติถือหุ้นไทยสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ย้ำมีมาตรการต่างๆรับมือหากตลาดแกว่งแรง และบอร์ด ตลท. พร้อมประชุมฉุกเฉิน
นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคมนี้ว่า ตลาดไทยยังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลาม ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบได้ปรับขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมาก โดยไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสัดส่วน 50% ของการนำเข้าทั้งหมด และ อีก 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น ประเทศในเอเชีย แอฟริกา เป็นต้น ส่วนการนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 10–20% ขณนะนี้ประเมินว่าหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระบบพลังงานของไทยอาจอยู่ในระดับจำกัด
สำหรับผลกระทบของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นั้น อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บางกลุ่ม แต่ก็มีบางธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น จึงต้องติดตามการวิเคราะห์ผลกระมบต่อกำไรของบจ. ด้วย อย่างไรก็ตาม หากดูปัจจัยในประเทศ ยังมีแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่มีเสถียรภาพและเป็นไปตามกรอบเวลา และคาดจะมีการผลักดันการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ถือเป็นปัจจัยบวกช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทย ยังคงมีจุดแข็งหลายประการ ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายของอุตสาหกรรม และอัตราการจ่ายเงินปันผลของหุ้นไทยที่อยู่ในระดับน่าสนใจ รวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน ออกมาสื่อสารให้ข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ เพื่อให้ นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ส่วนเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในช่วงต้นเดือนมีนาคม มีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติบางช่วง แต่ภาพรวมการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 37% จาก 33% ในปีท่่แล้ว ช่วงนี้เงินทุนต่างชาติอาจมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก แต่ยังไม่พบสัญญาณการไหลออกของเงินทุนระยะยาว
นายอัสสเดช กล่าวยืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการต่างๆเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และพร้อมที่จะนำมาใช้หากมีความจำเป็นเพื่อ ดูแลเสถียรภาพของตลาดมีทั้งมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) และกลไกควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัว เพื่อป้องกันการปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงเกินไป และหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สามารถเรียกประชุมทันทีเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมได้ทันที
ทั้งนี้ มาตรการ Circuit Breker มี 3 ระดับ คือ ระดับ 1 SET ปรับตัวลดลง 8% หยุดซื้อขาย 30 นาที ระดับ 2 กรณี SET ปรับตัวลดลง 15% หยุดซื้อขาย 30 นาที และระดับ 3 กรณี SET ปรับตัวลดลง 20% หยุดซื้อขาย 1 ชั่วโมง
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 SET Index ปิดที่ระดับ 1,528.26 จุด เพิ่มขึ้น 15.3% จากเดือนก่อนหน้า และ 21.3% นับตั้งแต่ต้นปี เป็นตลาดที่ปรับขึ้นสูงสุดอันดับ 3 ของโลกรองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนมีเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยาก ส่งผลให้ผู้ลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-Off โดยขายสินทรัพย์เสี่ยง และโยกย้ายเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดทุนไทยมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้น ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นน้ำมันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวม(Market Cap) จึงทำให้ปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นๆ ทั้งนี้ ปัจจุบัน SET ปรับตัวลง -10.5%นับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ YtD ยังเป็นบวก 8.5% (ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน) ซึ่งยังเป็นบวกสูงสุดติดอันดับ 3 ของโลกอยู่
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ คือ ช่องทางแรก ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นน้ำมันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวม(Market Cap) ช่องทางที่สอง ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกจะสูงขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ไม่พิจารณาปรับลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดเงินไหลออกจากสหรัฐ ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบยไปก่อนหน้านี้ลงเหลือ 1% และช่องทางที่ 3 ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ แต่ประเทศไทยได้ผ่านช่วงไฮซีซั่นของภาคท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งคาดหวังว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อจนถึงปลายปีที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย
“โดยในอดีต SET Index มักแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว “
ทั้งนี้ ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าของผู้ลงทุนต่างประเทศภายหลังความชัดเจนของผลการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทยประกอบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
นอกจากนี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของประธานาธิบดี ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องใช้อำนาจภายใต้มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนปรับขึ้นเป็น 15% ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวยังคงต่ำกว่าอัตราที่เคยจัดเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA จึงส่งผลเชิงบวกต่อภาคการส่งออกของไทย
ดัชนีอุตสาหกรรมทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ใน MSCI Thailand Index ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มทรัพยากร สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ที่ 72,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 54,560 ล้านบาท และซื้อต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 58,905 ล้านบาท
สำหรับ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 18.6 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 3.68% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.67%