“เมดีซ กรุ๊ป” โชว์กำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 ปี 69 ที่ 40.18 ลบ. กวาดรายได้รวม 170.31 ลบ. มั่นใจศักยภาพมาตราฐาน “ธนาคารเซลล์” รายเดียวในไทย พร้อมบุกตลาดฟิลิปปินส์ เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานการแพทย์ เดินหน้าศึกษางานวิจัยต่อเนื่อง
นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 40.18 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 5.81 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 34.37 ล้านบาท และมีรายได้รวม 170.31 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิของบริษัทส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วง 4 ไตรมาสหลังสุด โดยกำไรสุทธิในไตรมาสปัจจุบันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจาก 30.54, 36.43 และ 34.37 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568, ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ตามลำดับ
ทั้งนี้บริษัทฯ เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลเป็นรายแรก และรายเดียวที่ผ่านมาตรฐานธนาคารเซลล์ในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความเป็นหนึ่งด้านสเต็มเซลล์ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูของประเทศไทย ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการรับรองทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่ใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน (ผ.ย.2) มาตรฐานธนาคารเซลล์จากกระทรวงสาธารณสุข การรับรอง AABB และ ISO และผ่านกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) Regulatory Sandbox เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงของประเทศ
โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ มีแผนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ที่ได้รับ Cell Bank Standard ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญต่อการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ และในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะลงนามกิจการร่วมค้ากับองค์การเภสัชกรรม หรือ GPO ในการจัดตั้งบริษัทน้ำยาเลี้ยงเซลล์ และคาดว่าจะได้รับมาตรฐาน GMP จากกระทรวงสาธารณสุขสำหรับการรักษาด้วย Stem Cell ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ขณะที่แผนการยกระดับธุรกิจในปี 2570 บริษัทฯ มีแผนที่จะเริ่มขั้นตอน Clinical Trial สำหรับการใช้ Stem Cell ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม และโรคผิวหนังกับผู้ป่วยจริง และคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในฐานะวิธีการรักษาหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 รวมถึงสามารถเริ่มการผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์เชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะใช้ทดแทนการนำเข้าได้มากถึงปีละหลายร้อยล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกผ่านการยกระดับมาตรฐานสากล และการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ โดยเน้น 2 มาตรฐานหลัก คือ การได้รับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ที่ถูกกฎหมายเพียงรายเดียวในประเทศไทย และมาตรฐานการให้บริการที่ดี (GMP) ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการให้บริการ และกระบวนการผลิตทางการแพทย์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยระดับสูงสุด
และการขยายฐานรายได้สู่ตลาดต่างประเทศ โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินการเปิดตลาดใหม่ คือประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และมีความต้องการทางการแพทย์เฉพาะทาง
รวมถึงการมุ่งมั่นทำงานศึกษาการวิจัยยา ในเรื่องของการรักษาข้อเข่าเสื่อม และการชะลอผิวใบหน้าเสื่อมตามวัยให้สำเร็จ เพื่อการขึ้นทะเบียนยาด้วยสเต็มเซลล์จากไขมันของตัวเอง ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีมากขึ้นในอนาคต หากกลุ่มบริษัทฯ สามารถขึ้นทะเบียนยาสำเร็จ
โดยการได้รับรองมาตรฐาน และแผนการขยายธุรกิจเหล่านี้ จะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัทฯ จากผู้ให้บริการทั่วไปสู่ผู้นําด้านนวัตกรรมการแพทย์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า และเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อของลูกค้า รวมถึงส่วนแบ่งทางการตลาด (MarketShare) ที่มากขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ