บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กางแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 เดินหน้าปั้นพอร์ตไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่าง “มั่นคง สมดุล และยั่งยืน” มั่นใจรับมือในสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง EGCO Group ได้รับผลกระทบจำกัดและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลายทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า (Renewable & Conventional) และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ช่วยลดการกระจุกตัวของความเสี่ยง
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า ในปี 2569 EGCO Group ตั้งเป้าหมายการทำรายได้ให้เติบโตได้มากกว่าปี 2568 ซึ่งจะมาจากแผนลงทุนในโครงการใหม่ๆ ปีนี้เตรียมงบลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่าน การลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว 7 ประเทศ โดยเฉพาะตลาดพลังงานในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากความต้องของธุรกิจ Data Center
“ปีนี้จะมีโครงการใหม่ 2 โครงการเกิดขึ้นเป็นโรงไฟฟ้า 1 โครงการ และโครงการก๊าซธรรมชาติ 1 แห่ง”
นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปี 2569 ทั้งจากการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ในสหรัฐอเมริกาเป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากความต้องการของธุรกิจ Data Center และ AI ในฟิลิปปินส์เป็นการรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ 400 เมกะวัตต์ ในอินโดนีเซียเป็นการขยายการลงทุนของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group
สำหรับการลงทุนในประเทศ มีความก้าวหน้าของโครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 โดย EGCO Group อยู่ระหว่างการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งประกอบด้วย PPA กับ กฟผ. (SPP) 10 โครงการ และ PPA กับ กฟภ. (VSPP) 1 โครงการ คาดว่า PPA ทั้งหมดจะลงนามเรียบร้อยภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 และการก่อสร้างโครงการแรกจะเริ่มกลางปี 2570 โดยจะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571-2573 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษานโยบาย Direct PPA ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการลงทุนของธุรกิจ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ ในขณะที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) อยู่ระหว่างการติดตามความเป็นไปได้ในการรับไฟฟ้าจากระบบส่ง (Grid) ของ กฟผ. และการหารือกับลูกค้า Data Center ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการลงทุนในพื้นที่นิคมฯ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ยิ่งไปกว่านั้น EGCO Group ยังอยู่ระหว่างการหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมในรูปแบบโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายตรง (Independent Power Supply: IPS) และการขายไฟฟ้าผ่าน Direct PPA เพื่อรองบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้า Data Center ในพื้นที่นิคมฯ ในอนาคตอีกด้วย
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ EGCO Group ใน “ระดับที่จำกัด” เนื่องจากโครงการที่มี PPA ค่าเชื้อเพลิงมีกลไกส่งผ่านค่าเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า (Off-taker) ในขณะที่โครงการ ที่ขายไฟฟ้าใน Pool Market ค่าไฟฟ้าจะสะท้อนค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีการสำรองเชื้อเพลิงที่เพียงพอและมีระบบขนส่งที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางความขัดแย้งโดยตรง ทำให้มั่นใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะไม่หยุดชะงัก รวมทั้งบริษัทมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย (Diversified Portfolio) ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า (Renewable & Conventional) และธุรกิจอื่น ๆ ช่วยลดการกระจุกตัวของความเสี่ยง EGCO Group ยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง พร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลก แม้ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานอาจได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก แต่พื้นฐานของ EGCO Group ยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบในเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ