Market

PRM โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 เดินหน้าเสริมกองเรือ พร้อมขับเคลื่อนตลาดขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
2 มิ.ย. 2569

PRM โชว์ผลงานไตรมาส 1/69
เดินหน้าเสริมกองเรือ พร้อมขับเคลื่อนตลาดขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน   


นางสาวสุธาสินี หมื่นละม้าย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี พร้อมด้วย นายพชร รอดสมบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM ร่วมแถลงข้อมูลบริษัทฯ ในงานประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analyst Meeting) และ Earnings Call (OPPDAY) ประจำไตรมาส 1/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องประชุมใหญ่ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ยังคงรักษาผลประกอบการได้ในระดับแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสถานการณ์พลังงานโลก โดยมีรายได้รวม 2,111.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 628.9 ล้านบาท โดยมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่กำไรจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 38% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล หรือ Offshore Support Vessel (OSV) รวมถึงการบริหารอัตราการใช้เรือของทั้งกองเรือให้อยู่ในระดับสูงที่ 89.1%

สำหรับกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tankers “PCT”) ยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้สำคัญให้แก่บริษัทฯ โดยในไตรมาสนี้ PRM ได้รับมอบเรือขนส่งสารเคมีต่อใหม่ 1 ลำ เพื่อรองรับการขยายตลาดในระดับภูมิภาค ส่งผลให้กองเรือในกลุ่ม PCT มีจำนวนรวม 39 ลำ ณ สิ้นไตรมาส แม้รายได้ของธุรกิจดังกล่าวจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการระงับการขนส่งไปยังประเทศกัมพูชาตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 แต่กำไรขั้นต้นยังเติบโตได้ดี จากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม ประกอบกับการนำเรือเข้าอู่ซ่อมบำรุงที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันในภาคใต้ที่ฟื้นตัว หลังผ่านพ้นผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ช่วงไตรมาส 4/2568 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอัตราการใช้เรือในไตรมาสนี้

ในส่วนของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (Crude Oil Carrier “COC”) เรือ VLCC ทั้ง 3 ลำของบริษัทฯ สามารถให้บริการได้เต็มอัตราการใช้งาน 100% ตลอดทั้งไตรมาส ภายใต้สัญญาเช่าเหมาลำระยะยาวกับลูกค้าหลัก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับแผนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง พร้อมยึดมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินเรือเป็นสำคัญ

สำหรับกลุ่มธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit “FSU”) แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกจะชะลอตัวจากการปรับแผนจัดสรรพื้นที่จัดเก็บสินค้าบนเรือ ภายหลังการรับเรือลำใหม่เข้ามาทดแทนเรือเดิมที่จำหน่ายออกไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการใช้บริการ FSU ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา จากความต้องการกักเก็บน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงานโลก ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจ FSU มีทิศทางดีขึ้นในไตรมาสถัดไป

ด้านธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล  (Offshore Support Vessel “OSV”) ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นในไตรมาสนี้ โดยมีรายได้เติบโต 36.0% และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 72.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการนำเรือ Crew Boat มาให้บริการเพิ่มเติมในช่วงปีที่ผ่านมา ตลอดจนการให้บริการภายใต้สัญญาเช่าเรือระยะยาวกับบริษัทน้ำมันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าความต้องการใช้เรือ OSV ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง จากมุมมองเชิงบวกของธุรกิจ OSV ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและออกของ (Ship Agent and Shipping “SAS”) มีรายได้เติบโตเช่นเดียวกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณงานให้บริการตัวแทนเรือที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ขยายขอบเขตการให้บริการ จากเดิมที่มุ่งเน้นกลุ่มสินค้าปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นที่มีศักยภาพ เช่น สารเคมีประเภทอื่นๆ และเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อกระจายฐานรายได้และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจปี 2569 คือ การต่อยอดสู่ธุรกิจโลจิสติกส์พลังงานสะอาด โดย PRM ประสบความสำเร็จในฐานะผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ทางเรือเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ให้บริการโลจิสติกส์พลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์พลังงานสะอาดที่สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานโลก


ทางบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากพอร์ตธุรกิจเรือที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การกักเก็บ การสำรวจและผลิต และการสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงาน ควบคู่กับการเดินหน้าขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ OSV และ FSU ที่ยังมีโอกาสขยายตัวจากความต้องการด้านพลังงานและความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน การต่อยอดสู่ธุรกิจขนส่ง SAF ยังสะท้อนถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการปรับตัวตามทิศทางพลังงานสะอาด และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com