Market

InnovestX คาด SET แกว่งผันผวน สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น
30 ก.ค. 2569

แนวโน้มตลาดวันนี้ (30 ก.ค.) บล.อินโนเวสท์ เอกซ์คาด SET แกว่งผันผวน ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงหลังดีดขึ้นแรง จากการที่ปธน. ทรัมป์ขู่จะถล่มอิหร่านอย่างหนัก ตอบโต้อิหร่านที่โจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดน ยุติช่วงสงบศึก 4 วัน และเพิ่มความเสี่ยงสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ขณะที่การประชุม Fed มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ ส่งผล Bond Yield ดีดตัวขึ้น คาดตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวังเพื่อรอดูความชัดเจน วันนี้ติดตามประชุม BOE ทางเทคนิคดัชนีหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก ต้องระวังการไหลลงต่อ

 

ประเด็นสำคัญ

• เฟดมีมติ 9-3 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 และภายหลังมีมติดังกล่าวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปี พุ่งสู่ระดับ 4.69% เป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มประกัน (TLI BLA) และธนาคาร (KTB BBL KBANK KKP)

 

• ภาวะ Tech Sell-off ยังมีต่อเนื่อง บนความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ดัชนี KOSPI ได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นวันที่สองติดต่อกัน และปรับลงรวม 16% เป็น Sentiment ลบ กดดันต่อราคาหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กฯ (DELTA, HANA, KCE)

 

• ราคาน้ำมันดีดตัวอีกครั้ง โดยราคา Brent ปรับขึ้นทดสอบระดับ US$90/bbl หลังอิหร่านกลับมาโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในระยะสั้นเป็น Sentiment บวกต่อพลังงานต้นน้ำ (PTTEP), โรงกลั่น (BCP, TOP, SPRC) และปิโตรฯ (PTTGC)

 

• BOI เสนอมาตรการภาษี QRTC นำเม็ดเงิน R&D, พัฒนาบุคลากร, การลงทุนสีเขียวแลกเป็นเครดิตภาษี เพื่อรับคลื่นการลงทุนลูกใหม่ (เทคฯ, EV,AI) ตั้งเป้า GDP ไทย เติบโตสูงกว่า 3% และเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เป็นบวกต่อนิคมฯ (AMATA, WHA) และโรงไฟฟ้า (GULF, GPSC, GUNKUL)

 

• ครม. ขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% อีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570 เพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ เป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL) และบวกทางอ้อมต่อไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, TIDLOR)

 

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET มีแนวโน้มแกว่งตัวพักฐาน โดยมีปัจจัยติดตาม อาทิ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไปของเฟด, ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีโลก และการประกาศงบ 2Q26 ของกลุ่ม Real Sector กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

1. New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA

 

2. High Dividend Play เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในช่วงตลาดผันผวน และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ดักปันผลระหว่างกาลโดยคาดให้ Div. Interim Yield >2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC OR PTT PTTEP SCCC SIRI TQM TU และ 2) ดักปันผลระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืน โดยคาดให้ Div. Yield >5% ต่อปี ได้แก่ AP BBL FTREIT LHSC PTT

 

3. Domestic Play เน้นหุ้นบิ๊กแคปที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL ADVANC TRUE MTC BEM ERW

 

Trading Idea: 1) Earning Play ซึ่งคาดใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้จะประกาศกำไร 2Q26 เติบโตดี YoY อีกทั้งยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และแนะนำ Outperform ได้แก่  HMPRO PTTEP GLOBAL TRUE ADVANC GULF PTTGC 2) Foreign Underowned Play เน้นหุ้น SET50 ที่ราคาหุ้นยัง Laggard และมีสัดส่วนถือครองจากต่างชาติยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อีกทั้งมีโมเมนตัมกำไร 2Q-4Q26 ที่คาดจะเติบโตได้ YoY ได้แก่ BEM CPALL HMPRO MTC OR TRUE TU 3) Geopolitical Play ซึ่งได้อานิสงส์จากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาปะทุ อย่างพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) โดยเน้นตั้งรับเมื่อย่อตัวและตั้งจุด Stop Loss เคร่งครัด และ 4) Bond Yield Play รับอานิสงส์หากเฟดเริ่มส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่ ได้แก่ BLA TLI KBANK KTB

 

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET มีแนวโน้มแกว่งตัวพักฐาน หลัง Valuation เริ่มตึงตัว โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมันและอาจปลุกความกังวลด้านเงินเฟ้อระลอกใหม่, ความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีโลก และการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบ 2Q26 ของกลุ่ม Real Sector ซึ่งแม้จะหนุนการเก็งกำไรได้บ้าง แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact ในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ขณะที่เฟดมีมติ 9-3 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

 

Daily Top Picks

CPN: คาดผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน คาดกำไรปกติ 2Q69 ที่ 4.7 พันลบ. เติบโต 22%YoY จากยอดขายและจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตตามเป้าจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ Dusit Residences เป้าหมายระยะสั้นที่ 70.00 บาท

 

KKP: มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นและจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 จะเติบโต 37% ตามสินเชื่อที่เติบโต, Non-NII ที่เพิ่มขึ้น และ Credit Cost ที่ลดลง ขณะที่มี “Dime!” ที่พลิกมีกำไรสุทธิและคาดจะเป็น New S-curve สนับสนุนการเติบโต ส่วน DPS ปี 2569 คาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 บาท/หุ้น หรือ 5.8% เป้าหมายระยะสั้นที่ 124.00 บาท

 

 

 

Copyrights © 2021 All Rights Reserved by Clubhoon.com